Tipitaka

พระไตรปิฎก

ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย เล่มที่ 50 หน้าที่ 66

เล่ม มมร. 50 หน้า 66 ข้อ 140
โอรสอันธรรมเนรมิต เป็นสาวกของพระศาสดา มี ชื่อว่า " เรวตะ " เพราะกรรมที่ทำไว้ดี และเพราะการ ตั้งเจตน์จำนงไว้ เราละร่างมนุษย์แล้ว ได้ไปยัง สวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ในภพสุดท้าย ในบัดนี้ เราเกิดใน ตระกูลกษัตริย์ อันมั่งคั่งสมบูรณ์ มีทรัพย์มากมายใน โกลิยนครในคราวที่พระพุทธเจ้า ทรงแสดงพระธรรม เทศนาในพระนครกบิลพัสดุ์ เราเลื่อมใสในพระสุคต- เจ้า จึงออกบวชเป็นบรรพชิต ความสงสัยของเราใน สิ่งที่เป็นกัปปิยะและอกัปปิยะนั้น ๆ มีมากมาย พระ- พุทธเจ้าได้ทรงแสดงธรรมอันอุดม แนะนำข้อสงสัย ทั้งปวงนั้น ต่อแต่นั้น เราก็ข้ามพ้นสงสารได้ เป็นผู้ ยินดีความสุขในฌานอยู่ ในครั้งนั้น พระพุทธเจ้า ทอดพระเนตรเห็นเรา จึงได้ตรัสพุทธภาษิตนั่นว่า ความสงสัยในโลกนี้ หรือโลกอื่น ในความรู้ ของตน หรือในความรู้ของผู้อื่น อย่างใดอย่างหนึ่งนั้น อันบุคคลผู้มีปกติเพ่งพินิจ มีความเพียรเผากิเลส ประพฤติพรหมจรรย์ ย่อมละได้ทั้งสิ้น. กรรมที่ทำไว้ในกัปที่แสน ได้แสดงผลแก่เรา ในอัตภาพนี้ เราพ้นกิเลสแล้วเหมือนลูกศรที่พ้นจาก แล่ง ได้เผากิเลสของเราเสียแล้ว ลำดับนั้น พระมุนีผู้ มีปรีชาใหญ่ เสด็จถึงที่สุดของโลก ทรงเห็นว่าเรายิน ดีในฌาน จึงทรงแต่งตั้งว่า เป็นเลิศกว่าภิกษุทั้งหลาย ฝ่ายที่ได้ฌาน เราเผากิเลสทั้งหลายสิ้นแล้ว ถอนภพ
สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka