กล่าวสอนผู้ที่ถือว่า จะบริสุทธิ์ได้เพราะยัญ (คือการบวงสรวง) ซึ่งมีลัทธิต่างๆ
กันในหมู่ญาติ ที่เข้าไปหาท่านเพื่อเยี่ยมเยียน ได้กล่าวคาถา ๒ คาถา ความว่า
ชนเหล่าใดแล พยายามในทางร้ายกาจ ย่อม
เบียดเบียนมนุษย์ทั้งหลาย ด้วยการกระทำอันเจือด้วย
ความผลุนผลันก็ดี ด้วยการกระทำมีความประสงค์
ต่าง ๆ ก็ดี ชนเหล่านั้นกระทำทุกข์ให้ผู้อื่น ฉันใด
แม้ผู้อื่นก็ย่อมทำทุกข์ให้แก่ชนเหล่านั้น ฉันนั้น เพราะ
นรชนทำกรรมใดไว้ ดีหรือชั่วก็ตาม ย่อมเป็นผู้รับผล
แห่งกรรมที่ตนทำไว้นั้น โดยแท้ ดังนี้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เย เป็นคำแสดงความไม่แน่นอน. บทว่า
เต เป็นปฏินิทเทส คือคำรับสมอ้างแสดงโดยไม่แน่นอนเหมือนกัน. แม้บท
ทั้งสองก็สัมพันธ์เข้ากับบทว่า ชนา.
บทว่า โข เป็นเพียงนิบาต.
บทว่า เวฐมิสฺเสน ความว่า ด้วยการขันชะเนาะที่อวัยวะ มีศรีษะ
เป็นต้น โดยการมัดด้วยเชือกหนังเป็นต้น บาลีเป็น เวธมิสฺเสน ดังนี้ก็มี.
ความก็อย่างเดียวกันนั้น.
บทว่า นานตฺเตน จ กมฺมุนา ความว่า ด้วยการฆ่า การประหาร
การตัดอวัยวะมีมือและเท้าเป็นต้น และด้วยกรรมคือการเข้าไปฆ่าผู้อื่นมีอย่าง
ต่าง ๆ มีการแทงด้วยหอกทีละน้อย จนกว่าจะตายเป็นต้น.
บทว่า มนุสฺเส เป็นเพียงตัวอย่าง เพราะฉะนั้น จึงมีอธิบายว่า
ได้แก่ ในสัตว์อย่างใดอย่างหนึ่ง. บทว่า อุปรุนฺธนฺติ แปลว่า ย่อมเบียดเบียน.
บทว่า ผรสูปกฺกมา ได้แก่ ประโยคที่ทารุณ อธิบายว่า เป็นการ
กระทำของผู้ที่โหดร้าย.