บทว่า ชนา ได้แก่ สัตว์ทั้งหลาย.
บทว่า เตปิ ตตฺเถว กีรนฺติ ความว่า บุคคลผู้มีประการดังกล่าว
แล้วเหล่านั้น เบียดเบียนผู้อื่น ด้วยการทรมานเหล่าใด ย่อมถูกกระทำ คือ
สนองตอบอย่างนั้นเหมือนกัน คือ ได้รับการทรมานอย่างนั้นแหละ อธิบายว่า
ย่อมเสวยทุกข์เห็นปานนั้นเหมือนกัน. ปาฐะว่า ตเถว กีรนฺติ ดังนี้ก็มี.
ความก็ว่า ตนเองทำทุกข์ให้แก่คนเหล่าอื่น ฉันใด ย่อมถูกคนเหล่าอื่นกระทำ
คือให้ถึงทุกข์อย่างนั้นเหมือนกัน. เพราะเหตุไร ? เพราะกรรมจะไม่สาบสูญ
ไปเลย. อธิบายว่า เพราะว่ากรรมที่ตนก่อไว้ โดยส่วนเดียวยังไม่ให้ผล จะ
ไม่จากไป คือจะให้ผลเมื่อประจวบกับปัจจัยที่ยังเหลืออยู่.
บัดนี้ พระเถระครั้นจำแนกข้อความที่กล่าวไว้โดยสังเขปว่า แม้
ผู้อื่นก็ย่อมทำทุกข์ให้แก่ชนเหล่านั้น ฉันนั้น ดังนี้แล้ว เพื่อจะประกาศความ
ที่สัตว์ทั้งหลายมีกรรมเป็นของ ๆ ตน จึงได้กล่าวคาถาว่า ยํ กโรติ ดังนี้.
คำเป็นคาถานั้น มีอธิบายว่า สัตว์กระทำกรรมใดที่ดี คือเป็นกุศล
หรือว่า ที่ชั่ว คือเป็นอกุศล และในกรรม ๒ อย่างนั้น เมื่อกระทำกรรมใด
ย่อมชื่อว่า กระทำคือสั่งสม โดยกรรมนั้นสามารถจะให้ผล.
บทว่า ตสฺส ตสฺเสว ทายาโท ความว่า เมื่อสัตว์ถือเอาผลแห่ง
กรรมนั้น ๆ แล ชื่อว่าย่อมเป็นผู้มีส่วนแห่งผลอันกรรมนั้นพึงให้. ด้วยเหตุนั้น
พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า ดูก่อนมาณพ สัตว์ทั้งหลายมีกรรมเป็นของ ๆ ตน
มีกรรมเป็นทายาทดังนี้ เป็นต้น. ญาติทั้งหลายของพระเถระฟังคาถาเหล่านี้
แล้ว ตั้งอยู่แล้วในความเชื่อที่ว่า สัตว์มีกรรมเป็นของ ๆ ตน.
จบอรรถกถาโชติทาสเถรคาถา