บทว่า จิตฺตภทฺทก ความว่า ดูก่อนท่านผู้ชื่อว่า มีจิตงามคือมีจิต
อันสุนทร เพราะละกิเลสได้โดยไม่เหลือ และเพราะมีพรหมวิหารธรรมเป็น
เครื่องเสพ.
บทว่า โมฆราช เป็นคำเรียกพระเถระนั้น.
บทว่า สตตํ สมาหิโต ความว่า เป็นผู้มีมนัสประกอบแล้ว ด้วย
อัครผลสมาธิ ตลอดกาลเป็นนิตย์ คือเป็นประจำ.
บทว่า เหมนฺตกสีตกาลรตฺติโย ความว่า ตลอดรัตติกาลอัน
หนาวเย็นในเหมันตสมัย. ก็บทนี้ เป็นทุติยาวิภัตติ ใช้ในอัจจันตสังโยคะ.
(บางแห่ง) บาลีเป็น เหมนฺติกาสีตกาลรตฺติโย ก็มี.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เหมนฺติกา ความว่า ย่างเข้าสู่ฤดูหนาว
คือนับเนื่องในฤดูเหมันต์.
บทว่า ภิกฺขุ ตฺวํสิ ความว่า ดูก่อนภิกษุ เธอจะเป็นอย่างไร
คือเธอมีสภาพเป็นอย่างนี้ เมื่อผู้อื่นไม่ทำเสนาสนะให้ท่าน และท่านก็ไม่เข้า
ไปสู่เสนาสนะอันเป็นของสงฆ์.
บทว่า กถํ กริสฺสสิ ความว่า พระศาสดาตรัสถามว่า เธอจักยัง
อัตภาพให้เป็นไปได้อย่างไร ในฤดูกาลอันหนาวเย็นเช่นที่กล่าวแล้ว. ก็พระเถระ
อันพระศาสดาตรัสถามแล้วอย่างนี้ เมื่อจะกราบทูลความนั้น จึงกล่าวคาถา
ความว่า
ข้าพระองค์ได้ฟังมาว่า ประเทศมคธล้วนแต่
สมบูรณ์ด้วยข้าวกล้า ข้าพระองค์พึงคลุมกายด้วยฟาง
แล้วนอนให้เป็นสุข เหมือนคนเหล่าอื่น ที่มีการเป็น
อยู่อย่างเป็นสุข ฉะนั้น ดังนี้.