Tipitaka

พระไตรปิฎก

ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย เล่มที่ 52 หน้าที่ 68

เล่ม มมร. 52 หน้า 68 ข้อ 335
ก็สมัยนั้น พระศาสดาแวดล้อมไปด้วยบริษัทเป็นอันมาก ประทับ นั่งแสดงธรรมอยู่. ท่านนั่งอยู่ที่ท้ายบริษัท ฟังธรรมในสำนักพระศาสดา ได้ศรัทธาบวชแล้ว สมาทานธุดงค์อยู่ในป่าช้า ในกาลนั้น บุตรของพ่อค้า เกวียนคนหนึ่ง ได้ให้ทรัพย์พันหนึ่งแล้วอยู่ร่วมกับหญิงแพศยานั้น. และ หญิงแพศยานั้น เห็นรัตนะมีค่ามากในมือของเขา ให้เกิดความโลภขึ้น จึงให้ผู้เป็นนักเลงเหล่าอื่นฆ่าให้ตายแล้วถือเอารัตนะนั้น. ลำดับนั้น พวก มนุษย์รู้เรื่องนั้นของบุตรพ่อค้าเกวียนนั้นแล้ว จึงส่งพวกนั้นมนุษย์ผู้สอดแนม ไป มนุษย์ผู้สอดแนมเหล่านั้นได้เข้าไปยังเรือนหญิงแพศยานั้น ในเวลา ราตรี พากันฆ่านางให้ตายโดยไม่ทำผิวให้ถลอก แล้วทิ้งไว้ในป่าช้า. พระราชทัตตเถระ เที่ยวอยู่ในป่าช้าเพื่อถือเอาอสุภนิมิต เข้าไปเพื่อ ทำไว้ในใจซึ่งซากศพของหญิงเพศยานั้น โดยเป็นของปฏิกูล กระทำไว้ ในใจโดยแยบคายสิ้นวาระเล็กน้อย กระทำไว้ในใจโดยอุบายไม่แยบคาย โดยภาวะที่ตายแล้วไม่นาน โดยที่สุนัขบ้านและสุนัขจิ้งจอกไม่กระทบ กระทั่งผิวเป็นต้น และเป็นวัตถุวิสภาคไม่ถูกส่วนกัน ให้เกิดกามราคะ ขึ้นในร่างนั้น มีใจสลดยิ่งนัก อบรมจิตของตน หลีกไป ณ ที่สมควร ส่วนข้างหนึ่ง โดยครู่เดียว แล้วถือเอาเฉพาะอสุภนิมิตที่ปรากฏตั้งแต่ต้น เท่านั้น การทำไว้ในใจโดยแยบคาย ทำฌานให้เกิดขึ้น ทำฌานนั้นให้ เป็นบาท เริ่มตั้งวิปัสสนาบรรลุพระอรหัตในขณะนั้นนั่นเอง. ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวไว้ในอปทาน๑ว่า เราได้เห็นพระสยัมภูพุทธเจ้า ผู้ไม่ทรงพ่ายแพ้อะไร ในป่าใหญ่ จึงได้เอาผลมะกอกมาถวายแด่พระสยัมภู ๑. ขุ. อ. ๓๓/ข้อ ๑๑๒.
สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka