Tipitaka

พระไตรปิฎก

ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย เล่มที่ 52 หน้าที่ 98

เล่ม มมร. 52 หน้า 98 ข้อ 340
ใดในกาลนั้น ด้วยทานนั้นข้าพระองค์ไม่รู้จักทุคติเลย นี้ เป็นผลแห่งการถวายผลไม้อย่างดีเป็นทาน ข้าพระองค์เผา กิเลสทั้งหลายแล้ว ...ฯลฯ...พระพุทธศาสนาข้าพระองค์ ได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้. ก็ท่านดำรงอยู่ในพระอรหัตแล้ว ภายหลังพิจารณาการปฏิบัติของ ตน เมื่อจะพยากรณ์พระอรหัตผล โดยระบุการถอนทิฏฐิขึ้นเป็นประธาน จึงได้กล่าวคาถา ๕ คาถา๑เหล่านี้ว่า พระพุทธเจ้าเสด็จมาสู่แม่น้ำเนรัญชรา เพื่อประ- โยชน์แก่เราหนอ เพราะเราได้ฟังธรรมของพระองค์แล้ว ละมิจฉาทิฏฐิได้ เมื่อเราเป็นปุถุชนยังมืดมนอยู่ สำคัญว่า การบูชายัญนี้เป็นความบริสุทธิ์ จึงได้บูชายัญสูง ๆ ต่ำ ๆ และได้บูชาไฟ แล่นไปสู่การถือทิฏฐิ ลุ่มหลงไปด้วยการ เชื่อถือ เป็นคนตาบอดไม่รู้แจ้ง สำคัญความไม่บริสุทธิ์ว่า เป็นความบริสุทธิ์ บัดนี้ เราละมิจฉาทิฏฐิได้แล้ว ทำลาย ภพทั้งปวงหมดแล้ว เราบูชาไฟ คือพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้เป็นทักขิไณยบุคคล เราขอนมัสการพระตถาคต ความ ลุ่มหลงทั้งปวงเราละหมดแล้ว ตัณหาอันจะนำไปสู่ภพเรา ทำลายแล้ว ชาติสงสารสิ้นแล้ว บัดนี้ ภพใหม่มิได้มี. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อตฺถาย วต เม ความว่า เพื่อ ประโยชน์ คือเพื่อประโยชน์เกื้อกูลแก่เราหนอ. บทว่า พุทฺโธ ได้แก่ พระสัพพัญูพุทธเจ้า. ๑. ขุ. เถร. ๒๖/ข้อ ๓๔๐.
สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka