Tipitaka

พระไตรปิฎก

ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย เล่มที่ 52 หน้าที่ 177

เล่ม มมร. 52 หน้า 177 ข้อ 351
เปลี่ยนอัธยาศัยของญาติเหล่านั้น จึงยืนในอากาศแสดงธรรมด้วยคาถา ๖ คาถา๑นี้ว่า ตัณหาย่อมเจริญแก่สัตว์ผู้ประพฤติประมาท เหมือน เถาย่านทรายเจริญอยู่ในป่าฉะนั้น บุคคลผู้ตกอยู่ใน อำนาจของตัณหา ย่อมเร่ร่อนไปในภพน้อยภพใหญ่ เหมือนวานรปรารถนาผลไม้ เร่ร่อนไปในป่าฉะนั้น ตัณหา อันชั่วช้า ซ่านไปในโลก ครอบงำบุคคลใด ความโศก ทั้งหลายย่อมเจริญแก่บุคคลนั้น เหมือนหญ้าคมบางที่ฝน ตกเชยแล้วฉะนั้น ส่วนผู้ใดครอบงำตัณหาอันชั่วช้านี้ ซึ่งยากที่จะล่วงไปได้ในโลก ความโศกทั้งหลายย่อมตก ไปจากบุคคลนั้น เหมือนหยาดน้ำตกไปจากใบบัวฉะนั้น เพราะฉะนั้น เราขอเตือนท่านทั้งหลาย ขอความเจริญ จงมีแก่ท่านทั้งหลาย ผู้มาประชุมกันอยู่ในสมาคมนี้ ทั้งหมด ท่านทั้งหลายจงขุดรากตัณหา ดุจบุคคลผู้มี ความต้องการแฝกขุดแฝกฉะนั้น มารอย่าได้ระรานท่าน ทั้งหลายบ่อย ๆ ดังกระแสน้ำพัดพาไม้อ้อฉะนั้น ท่าน ทั้งหลายจงทำตามพระพุทธพจน์ ขณะอย่าได้ล่วงท่าน ทั้งหลายไปเสีย เพราะผู้มีขณะอันล่วงเลยไปแล้ว ย่อม ยัดเยียดกันในนรกเศร้าโศกอยู่ ความประมาทดุจธุลี ธุลีเกิดขึ้นเพราะความประมาท ท่านทั้งหลายพึงถอน ๑. ขุ. เถร. ๒๖/ข้อ ๓๕๑.
สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka