Tipitaka

พระไตรปิฎก

ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย เล่มที่ 52 หน้าที่ 228

เล่ม มมร. 52 หน้า 228 ข้อ 359
ผู้มีกำลัง ๓ จำพวก ซึ่งไม่มีใครโต้ตอบด้วยอุบายทั้งหลาย มีการลวง เป็นต้น ปรากฏอยู่เป็นนิตย์ สัตวโลกควรการทำอย่างไร ? ตอบว่า ควรทำวันไม่ให้ไร้ประโยชน์ด้วยมนสิการน้อยบ้างมากบ้าง อธิบายว่า ควรทำวันไม่ให้เปล่าประโยชน์คือไม่ให้เป็นหมัน ด้วยการใส่ใจถึงวิปัสสนา น้อยบ้าง คือเป็นไปโดยชั้นที่สุดชั่วกาลสักว่างูฉก มากบ้าง คือเป็นไป ตลอดวันและคืน เพราะเหตุที่ราตรีล่วงไปเท่าใด ชีวิตของสัตว์ก็ล่วง ไปเท่านั้น คือสัตว์นี้ละราตรีใด ๆ ไป คือทำให้พินาศไป ให้สิ้นไป ชีวิตของสัตว์นั้นก็พร่องไปเท่าราตรีนั้น ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงแสดงว่า ชื่อว่าการสิ้นไปแห่งราตรีเป็นการสิ้นไปแห่งอายุ เพราะราตรีนั้นจะไม่หวน กลับมา. ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า สัตว์อยู่ในครรภ์มารดาก่อนตลอดราตรีใด ราตรีนั้น ตั้งขึ้นแล้วก็ไป ราตรีนั้นเมื่อไปแล้ว ย่อมไม่หวนกลับมา. มิใช่ด้วยอำนาจราตรีอย่างเดียวเท่านั้น โดยที่แท้แม้ด้วยอำนาจอิริยาบถ ก็พึงรองรับความสิ้นไปแห่งชีวิต เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า เดิน เป็นต้น. บทว่า จรโต ได้แก่ เดินไป. บทว่า ติฏฺโต ได้แก่ สำเร็จการยืน. บทว่า อาสีนสยนสฺส วา แยกเป็น อาสีนสฺส สยนสฺส วา แปลว่า นั่ง หรือ นอน. บางอาจารย์กล่าวว่า อาสีทนํ ดังนี้ก็มี, ในบาลีว่า อาสีทนํ นั้น พึงเห็นทุติยาวิภัตติใช้ในอรรถแห่งฉัฏฐีวิภัตติ. บทว่า อุเปติ จริมา รตฺติ ความว่า ราตรีประกอบด้วยจิตดวงสุดท้าย ย่อมเข้าถึง. ก็ศัพท์ว่า รตฺติ ในบทนั้น เป็นเพียงหัวข้อเทศนา. เวลา
สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka