พระราชาและอำมาตย์เหล่านั้น กำลังพากันข้ามท่านั้นอยู่ ก็พลัน
แลดูพระพุทธรัศมีที่แผ่ซ่านไปทางโน้นทางนี้ ทรงเห็นพระผู้มีพระภาคเจ้า
ถึงความตกลงใจด้วยการเห็นเท่านั้นว่า พวกเรามาเพื่อมุ่งพระศาสดาพระ-
องค์ใด นี่คือพระศาสดาพระองค์นั้นแน่นอน ดังนี้แล้ว ตั้งแต่ที่ที่เห็นแล้ว
ก็น้อมกายลง กระทำการนอบน้อมเป็นอย่างยิ่ง เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระ-
ภาคเจ้า. พระราชาทรงจับที่ข้อพระบาทของพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว ถวาย
บังคมพระศาสดา แล้วประทับนั่งพร้อมกับอำมาตย์ ๑,๐๐๐ คน ณ ที่
สมควรข้างหนึ่ง. พระศาสดาทรงแสดงธรรมแก่ชนเหล่านั้นแล้ว. ใน
เวลาจบพระธรรมเทศนา พระราชาพร้อมกับบริษัท ทรงดำรงอยู่ในพระ-
อรหัตผล. ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวไว้ในอปทาน๑ว่า :-
พระพิชิตมาร ผู้ทรงรู้จบธรรมทั้งปวง พระนามว่า
ปทุมุตตระ ปรากฏในอัษฎากาศเหมือนพระอาทิตย์ปรากฏ
ในอากาศ ในสรทกาลฉะนั้น พระองค์ยังดอกบัวคือ
เวไนยสัตว์ให้บานด้วยพระรัศมี คือพระดำรัส สมเด็จ
พระโลกนายกทรงยังเปือกตม คือกิเลส ให้แห้งไปด้วย
พระรัศมี คือพระปรีชา ทรงกำจัดยศของพวกเดียรถีย์
เสียด้วยพระญาณปานดังเพชร เหมือนพระอาทิตย์กำจัด
ความมืดฉะนั้น สมเด็จพระทิพากรเจ้า ทรงส่องแสง
สว่างจ้า ทั้งกลางคืนและกลางวัน ในที่ทุกหนทุกแห่ง
เป็นบ่อเกิดแห่งคุณ เหมือนสาครเป็นบ่อเกิดแห่งรัตนะ
ทรงยังเมฆ คือธรรมให้ตกลงเพื่อหมู่สัตว์ เหมือนเมฆ
ยังฝนให้ตกฉะนั้น.
๑. ขุ. อ. ๓๓/ข้อ ๑๒๓.