จักษุเหมือนเรา ได้ก่อนกว่า, อมิตรของบุคคลผู้นั้น หรือมิตรโดยมี
อัธยาศัยไม่เกื้อกูลกัน แสวงหาช่อง โดยอัธยาศัยที่เกื้อกูลกัน ย่อมไม่เห็น
ได้, บุคคลผู้มีปัญญาเช่นนั้น มีความประพฤติไม่ขาดสาย เพราะฉะนั้น
พวกท่าน พึงเป็นผู้ประพฤติเช่นนั้นเถิด.
บัดนี้ พระเถระเมื่อจะแสดงคุณในการเจริญอานาปานสติ เพื่อจะ
ประกอบบทเหล่านั้นในคาถานั้น จึงกล่าวคาถาที่ ๒ ว่า อานาปานสตี
ยสฺส ดังนี้เป็นต้น.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อานํ ได้แก่ ลมหายใจออก. บทว่า
อปานํ ได้แก่ ลมหายใจเข้า. สติมีการกำหนดลมหายใจออก และลม
หายใจเข้าเป็นอารมณ์ ชื่อว่า อานาปานสติ. ก็ในที่นี้ เมื่อว่าถึงหัวข้อ
แห่งสติ ท่านประสงค์ถึงการเจริญสมาธิอันสัมปยุตด้วยอานาปานสตินั้น.
บทว่า ยสฺส ได้แก่ พระโยคีรูปใด.
บทว่า ปริปุณฺณา สุภาวิตา ความว่า อบรมให้เจริญด้วยดี บริบูรณ์
โดยประการทั้งปวง ด้วยความบริบูรณ์แห่งสติปัฏฐาน ๔ และอาการ ๑๖
และด้วยความบริบูรณ์แห่งโพชฌงค์ ๗ วิชชาและวิมุตติทั้งหลาย.
บทว่า อนุปุพฺพํ ปริจิตา ยถา พุทฺเธน เทสิตา ความว่า อบรม
แล้ว คือเสพ ได้แก่ เจริญตามลำดับ ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าแสดงไว้ โดย
เนื้อความเป็นต้นว่า ภิกษุนั้น มีสติกำหนดลมหายใจออก ดังนี้.
บทว่า โสมํ โลกํ ปภาเสติ อพฺภา มุตฺโตว จนฺทิมา ความว่า
พระโยคาจรนั้น พ้นจากอุปกิเลสมีอวิชชาเป็นต้นแล้ว ย่อมยังสังขารโลก
ที่ตกลงสู่สันดานของตน และที่ตกลงสู่สันดานของบุคคลอื่น ให้สว่างไสว
แจ่มแจ้งด้วยแสงสว่างแห่งญาณ เปรียบเหมือนพระจันทร์ พ้นแล้วจาก