Tipitaka

พระไตรปิฎก

ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย เล่มที่ 52 หน้าที่ 409

เล่ม มมร. 52 หน้า 409 ข้อ 376
ก็ล้วนแต่สมควรแก่สมณะ เสนาสนะป่าอันสงัด ปราศจาก เสียงอึกทึก อันมุนีพึงคบหา นี้เป็นสิ่งสมควรแก่สมณะ จตุปาริสุทธศีล พาหุสัจจะ การเลือกเฟ้นธรรม ตามความ เป็นจริง การตรัสรู้อริยสัจ นี้ก็ล้วนแต่สมควรแก่สมณะ ข้อที่บุคคลมาเจริญอนิจจสัญญา ในสังขารทั้งปวงว่า สังขารทั้งปวงไม่เที่ยง เจริญอนัตตสัญญาว่า ธรรม ทั้งปวงเป็นอนัตตา และเจริญอสุภสัญญาว่า กรัชกายนี้ ไม่น่ายินดีในโลก นี้ก็ล้วนแต่สมควรแก่สมณะ การที่ บุคคลมาเจริญโพชฌงค์ ๗ อิทธิบาท ๔ อินทรีย์ ๕ พละ ๕ และอริยมรรคมีองค์ ๘ ก็ล้วนแต่สมควรแก่ สมณะ การที่บุคคลผู้เป็นมุนีมาละตัณหา ทำลายอาสวะ พร้อมทั้งมูลราก เป็นผู้หลุดพ้นจากอาสวะกิเลสอยู่ ก็ล้วน แต่สมควรแก่สมณะ. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า วิชาเนยฺย สกํ อตฺถํ ความว่า บุรุษ มีชาตินักรู้ พึงตรวจตราดูประโยชน์ของตนตามความเป็นจริงแล้ว พึงรู้. ก็เมื่อจะตรวจตรา พึงตรวจตราดูคำสั่งสอนของพระศาสดา คือคำสั่งสอน ของพระศาสดา ที่สมณพราหมณ์ผู้เป็นปุถุชนทั้งหลาย และที่พระสัมมา- สัมพุทธเจ้าตรัสไว้ในโลกนี้ คือการจะตรัสรู้. ได้แก่ พึงดู คือพึงเห็น ด้วยปัญญาจักษุ ซึ่งผู้ที่จะนำออกไปจากสงสาร. จริงอยู่ สมณพราหมณ์ผู้เป็นเดียรถีย์ต่าง ๆ เหล่านี้ เป็นผู้ยึดมั่น ผิดซึ่งสังขารทั้งหลายที่ไม่เที่ยงว่า เที่ยง ซึ่งสิ่งซึ่งไม่ใช่ตัวตนว่า เป็นตัวตน และซึ่งหนทางที่ไม่บริสุทธิ์ ว่าเป็นหนทางที่บริสุทธิ์ และเป็นผู้มีวาทะ
สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka