ก็ล้วนแต่สมควรแก่สมณะ เสนาสนะป่าอันสงัด ปราศจาก
เสียงอึกทึก อันมุนีพึงคบหา นี้เป็นสิ่งสมควรแก่สมณะ
จตุปาริสุทธศีล พาหุสัจจะ การเลือกเฟ้นธรรม ตามความ
เป็นจริง การตรัสรู้อริยสัจ นี้ก็ล้วนแต่สมควรแก่สมณะ
ข้อที่บุคคลมาเจริญอนิจจสัญญา ในสังขารทั้งปวงว่า
สังขารทั้งปวงไม่เที่ยง เจริญอนัตตสัญญาว่า ธรรม
ทั้งปวงเป็นอนัตตา และเจริญอสุภสัญญาว่า กรัชกายนี้
ไม่น่ายินดีในโลก นี้ก็ล้วนแต่สมควรแก่สมณะ การที่
บุคคลมาเจริญโพชฌงค์ ๗ อิทธิบาท ๔ อินทรีย์ ๕
พละ ๕ และอริยมรรคมีองค์ ๘ ก็ล้วนแต่สมควรแก่
สมณะ การที่บุคคลผู้เป็นมุนีมาละตัณหา ทำลายอาสวะ
พร้อมทั้งมูลราก เป็นผู้หลุดพ้นจากอาสวะกิเลสอยู่ ก็ล้วน
แต่สมควรแก่สมณะ.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า วิชาเนยฺย สกํ อตฺถํ ความว่า บุรุษ
มีชาตินักรู้ พึงตรวจตราดูประโยชน์ของตนตามความเป็นจริงแล้ว พึงรู้.
ก็เมื่อจะตรวจตรา พึงตรวจตราดูคำสั่งสอนของพระศาสดา คือคำสั่งสอน
ของพระศาสดา ที่สมณพราหมณ์ผู้เป็นปุถุชนทั้งหลาย และที่พระสัมมา-
สัมพุทธเจ้าตรัสไว้ในโลกนี้ คือการจะตรัสรู้. ได้แก่ พึงดู คือพึงเห็น
ด้วยปัญญาจักษุ ซึ่งผู้ที่จะนำออกไปจากสงสาร.
จริงอยู่ สมณพราหมณ์ผู้เป็นเดียรถีย์ต่าง ๆ เหล่านี้ เป็นผู้ยึดมั่น
ผิดซึ่งสังขารทั้งหลายที่ไม่เที่ยงว่า เที่ยง ซึ่งสิ่งซึ่งไม่ใช่ตัวตนว่า เป็นตัวตน
และซึ่งหนทางที่ไม่บริสุทธิ์ ว่าเป็นหนทางที่บริสุทธิ์ และเป็นผู้มีวาทะ