แย้งกันและกันเอง; เพราะฉะนั้น วาทะของสมณพราหมณ์เหล่านั้น จึงเป็น
วาทะที่ไม่เที่ยงแท้แน่นอน, ส่วนพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงรู้ทั่ว ด้วย
ความรู้ยิ่งตามความเป็นจริง ด้วยพระสยัมภูญาณว่า สังขารทั้งปวงไม่เที่ยง.
ธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา, ความสงบคือพระนิพพานดังนี้ เพราะฉะนั้น
วาทะของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น จึงเป็นวาทะที่เที่ยงแท้แน่
นอน, อธิบายว่า พึงตรวจตราดูคำสั่งสอนที่ยิ่งใหญ่ของพระศาสดาแล.
บทว่า ยญฺเจตฺถ อสฺส ปฏิรูปํ สามญฺํ อชฺฌูปคตสฺส ความว่า
พึงเป็นผู้ตรวจตราดูสิ่งที่สมควร คือสิ่งที่เหมาะสมแก่กุลบุตรผู้เข้าถึงความ
เป็นสมณะ คือการบวชในพระศาสนานี้ หรือในความเป็นบรรพชิต.
เพื่อจะหลีกเลี่ยงคำถามว่า ก็ข้อนั้นเป็นอย่างไร ? ท่านจึงกล่าวคำ
เป็นต้นว่า มิตฺตํ อิธ จ กลฺยาณํ การมีมิตรดี ดังนี้. มีวาจาประกอบ
ความว่า การคบหากัลยาณมิตรในพระศาสนานี้ นับเป็นการสมควรแก่
สมณะ. แม้นัยที่นอกจากนี้ ก็เช่นนี้. จริงอยู่ กุลบุตรย่อมละอกุศล
ย่อมเจริญกุศล ย่อมบริหารตนให้หมดจดสะอาดได้ ก็เพราะได้อาศัย
กัลยาณมิตร.
บทว่า สิกฺขา วิปุลํ สมาทานํ ได้แก่ การสมาทานสิกขาให้
บริบูรณ์, อธิบายว่า ปฏิบัติในสิกขามีอธิศีลสิกขาเป็นต้น อันจะนำมา
ซึ่งคุณอันใหญ่ คือพระนิพพาน.
บทว่า สุสฺสูสา จ ครูนํ ความว่า การเชื่อฟัง และการประพฤติ
ตามโอวาทของครูทั้งหลาย คือของกัลยาณมิตรทั้งหลาย มีอาจารย์และ
อุปัชฌาย์เป็นต้น.
บทว่า เอตํ ได้แก่ การคบหากัลยาณมิตรเป็นต้น.