Tipitaka

พระไตรปิฎก

ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย เล่มที่ 53 หน้าที่ 27

เล่ม มมร. 53 หน้า 27 ข้อ 386
ก็เป็นการปฏิบัติเพื่อประโยชน์ตน. ครั้นท่านแสดงฝ่ายข้างบริสุทธิ์ผุดผ่องโดยสังเขปว่า อินทรีย์ที่รักษา แล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์เกื้อกูลอย่างนี้แล้ว แต่เมื่อจะจำแนกแสดง ฝ่ายข้างเศร้าหมองว่า อินทรีย์ที่ไม่รักษาย่อมไม่เป็นประโยชน์เกื้อกูล จึง กล่าวคำมีอาทิว่า จกฺขุนฺทฺริยํ เจ ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า จกฺขุนฺทฺริยํ เจ รูเปสุ คจฺฉนฺตํ อนิวารยํ อนาทีนวทสฺสาวี ความว่า หากบุคคลใดไม่ห้ามจักขุนทรีย์ที่ไป คือ ดำเนินไปตามชอบใจในรูปายตนะที่น่าปรารถนาและไม่น่าปรารถนา ชนิด รูปายตนะเขียว เหลือง เป็นต้น เป็นผู้ไม่เห็นโทษในการเป็นไปอย่างนั้น คือถ้าหากไม่เห็นอาทีนพโทษที่เป็นไปในปัจจุบัน และเป็นไปในในสัม- ปรายภพ. บาลีว่า คจฺฉนฺตํ นิวารเย อนิสฺสรณทสฺสาวี ดังนี้ก็มี. ในบาลีที่ว่านั้น บุคคลใดดำรงในอาการเพียงสักว่าเห็น โดยวิธีที่ กล่าวไว้ว่า เมื่อเห็นจักเป็นเพียงสักว่าเห็น ยังจักขุนทรีย์ให้เป็นไปใน รูปายตนะด้วยสติสัมปชัญญะ ชื่อว่าเป็นผู้มีปกติเห็นการสลัดออกใน รูปายตนะนั้น โดยปริยายายตรงกันข้ามจากที่กล่าวแล้ว พึงเห็นว่า เป็นผู้มี ปกติไม่เห็นการสลัดออก. บทว่า โส ทุกฺขา น หิ มุจฺจติ ความว่า บุคคลนั้น คือเห็น ปานนั้น ย่อมไม่หลุดพ้นไปจากวัฏทุกข์ได้เลย. ก็ความเป็นไปโดยประการที่บาปธรรมมีอภิชฌาเป็นต้น ซ่านไป ทางทวารนั้น ชื่อว่าการไม่ห้ามจักขุนทรีย์ในที่นี้ ก็การไม่ห้ามจักขุนทรีย์ นั้น โดยใจความ พึงเห็นว่าเป็นการไม่ตั้งขึ้นแห่งสติสัมปชัญญะ. แม้ใน อินทรีย์ที่เหลือก็นัยนี้แหละ.
สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka