Tipitaka

พระไตรปิฎก

ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย เล่มที่ 53 หน้าที่ 371

เล่ม มมร. 53 หน้า 371 ข้อ 398
ก็ไม่สำเร็จแก่ภิกษุผู้เช่นนั้น จะป่วยการไปไยถึงภิกษุนอกนี้เล่า. บทว่า นานาชนสงฺคโม ได้แก่ การสงเคราะห์ชนผู้มีอัธยาศัย ต่างกัน คือผู้มีความชอบใจต่างกัน ด้วยคำพูดที่น่ารักเป็นต้น. บทว่า ทุโข แปลว่า ยาก คือลำบาก. บทว่า อิติ ทิสฺวาน ความว่า เห็นโทษมากมายในการสงเคราะห์ หมู่คณะด้วยอาการอย่างนี้ แล้วแลดูด้วยญาณจักษุ, ไม่พึงใจคือไม่พึง ชอบใจหมู่คณะ คือการอยู่ด้วยหมู่คณะ. บทว่า น กุลานิ อุปพฺพเช มุนิ ความว่า บรรพชิตในศาสนา นี้ ไม่พึงเป็นผู้เข้าถึงตระกูลกษัตริย์เป็นต้น. เพราะเหตุไร ? เพราะ เป็นผู้มีใจฟุ้งซ่าน ได้สมาธิโดยยาก. เขาเป็นผู้ขวนขวาย คือถึงความ ขวนขวายในการเข้าไปหาตระกูล เป็นผู้ติด คือถึงความติดข้องในรส อร่อยเป็นต้น ที่จะพึงได้ในตระกูล ได้แก่ถึงความพยายามด้วยตนเองใน กิจน้อยใหญ่ที่เกิดขึ้นนั้น. บทว่า อตฺถํ ริญฺจติ โย สุขาวโห ความว่า สภาวะใดนำสุข อันเกิดแต่มรรคผลและนิพพานแก่ตน ย่อมล้างคือละ อธิบายว่า ย่อม ไม่ตามประกอบประโยชน์ กล่าวคือ ศีลวิสุทธิ เป็นต้นนั้น. คาถาที่ ๓ ได้กล่าวแล้วในหนหลังนั่นแล. ๔ คาถาว่า เสนาสนมฺหา โอรุยฺห เป็นต้น ท่านกล่าวด้วยสามารถ ให้โอวาทแก่ภิกษุทั้งหลายว่า ธรรมดาว่า ภิกษุพึงปฏิบัติอย่างนี้ โดย ยกการแสดงความที่ตนสันโดษในปัจจัยเป็นนิทัศน์. บรรดาบทเหล่านั้น ด้วยบทว่า เสนาสนมฺหา โอรุยฺห ท่านกล่าวหมายถึงเสนาสนะบน ภูเขา.
สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka