Tipitaka

พระไตรปิฎก

ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย เล่มที่ 53 หน้าที่ 377

เล่ม มมร. 53 หน้า 377 ข้อ 398
สาธยายถึงมานะแม้บางอย่างว่า เราเป็นผู้ประเสริฐ หรือว่าเราเป็น ผู้ไม่ประเสริฐ ด้วยอำนาจมีมานะเสมือนกับคนเลว ย่อมไม่หวั่นไหวด้วย อำนาจมานะบางอย่าง ในบรรดาส่วนแห่งมานะ ๙ อย่าง. บทว่า ปญฺวนฺตํ ความว่า ชื่อว่า ผู้มีปัญญา ด้วยอำนาจ ปัญญาอันเกิดแต่อรหัตผล. ชื่อว่า ผู้คงที่ เพราะถึงความเป็นผู้คงที่ ในอารมณ์ทั้งหลาย มีอิฏฐารมณ์เป็นต้น ชื่อว่า ผู้มีจิตตั้งมั่นด้วยดี ในศีล เพราะตั้งมั่นอยู่ด้วยดีในอเสขผลศีลทั้งหลาย. ชื่อว่า ผู้มีจิตประกอบเนือง ๆ ซึ่งเจโตสมถะ เพราะเข้าอรหัตผลสมาบัติ. บทว่า เจโตสมถมนุยุตฺตํ ความว่า ผู้รู้คือบัณฑิตทั้งหลาย มี พระพุทธเจ้าเป็นต้น ย่อมสรรเสริญ คือย่อมชมเชยบุคคลเช่นนั้นผู้ละ มานะได้แล้ว คือผู้สิ้นอาสวะแล้วโดยประการทั้งปวง. ท่านเห็นภิกษุรูปหนึ่ง ผู้ว่ายากอีก ชื่อว่าผู้มีโทษ เมื่อจะประกาศ โทษแห่งความเป็นผู้ว่ายาก และอานิสงส์แห่งความเป็นผู้ว่าง่าย จึงกล่าว ๒ คาถา มีอาทิว่า ยสฺส สพฺรหฺมจารีสุ ดังนี้. คาถานั้นมีอรรถดังกล่าว แล้วนั่นแล. ครั้นท่านเห็นภิกษุรูปหนึ่ง ผู้มีมานะดังไม้อ้ออันยกขึ้นแล้วอีก เมื่อจะประกาศโทษในความเป็นผู้มีจิตอัมมานะยกขึ้นแล้วเป็นต้น และ คุณในความเป็นผู้ไม่มีจิตอันมานะยกขึ้นแล้วเป็นต้น จึงได้กล่าว ๒ คาถา มีอาทิว่า อุทฺธโต จปโล ภิกฺขุ ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กปีว สีหจมฺเมน ความว่า ภิกษุนั้นคือผู้ประกอบด้วยโทษมีความเป็นผู้มีจิต อันมานะยกขึ้นแล้วเป็นต้น เหมือนลิงห่มหนังราชสีห์ย่อมไม่งดงาม ด้วย ธงแห่งพระอริยะอันเปื้อนด้วยฝุ่นนั้น เพราะไม่มีคุณแห่งอริย. ก็เพื่อจะแสดงผู้งดงามนั้น ท่านจึงกล่าวว่า อนุทฺธโต ดังนี้.
สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka