Tipitaka

พระไตรปิฎก

ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย เล่มที่ 54 หน้าที่ 138

เล่ม มมร. 54 หน้า 138 ข้อ 442
ฉะนั้น ถึงบวชแล้วก็ยังเกิดความเมาอาศัยรูป ไม่ไปที่บำรุงพระพุทธเจ้า ด้วย คิดว่าพระศาสดาทรงตำหนิติเตียนรูป ทรงแสดงโทษในรูปโดยอเนกปริยาย เรื่องทั้งหมดเป็นต้นดังที่กล่าวนี้ พึงทราบตามนัยที่กล่าวแล้วในเรื่องของพระ- อภิรูปนันทาเถรีที่กล่าวมาแล้ว ส่วนความแปลกกันดังนี้ เมื่อพระเถรีเห็นรูป หญิงที่พระศาสดาทรงเนรมิต ถูกชราครอบงำแล้วโดยลำดับ จึงมนสิการเป็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา จิตได้มุ่งตรงกัมมัฏฐาน พระศาสดาทรงเห็นดังนั้น เมื่อทรงแสดงธรรมเป็นสัปปายะแก่เธอได้ตรัสพระคาถา ๓ พระคาถาเหล่านี้ว่า แน่ะนันทา เธอจงดูร่างกายอันกระสับกระส่าย ไม่สะอาด เปื่อยเน่า จงอบรบจิตให้ตั้งมั่นด้วยดี มี อารมณ์เป็นหนึ่ง ด้วยอสุภสัญญา ร่างกายนี้ฉันใด ร่างกายของเธอนั่นก็ฉันนั้น ร่างกายของเธอนั่นฉันใด ร่างกายนี้ก็ฉันนั้น ร่างกายเป็นของเปื่อยเน่า มีกลิ่น เหม็นฟุ้งไป ที่พวกชนพาลเพลิดเพลินกันยิ่งนัก เมื่อ เธอพิจารณาร่างกายนี้อย่างนี้ ไม่เกียจคร้านทั้งกลาง คืนกลางวัน ต่อนั้นจักแทงตลอด แล้วเห็นได้ด้วย ปัญญาของตน. พระเถรีนั้น ส่งญาณไปตามแนวพระธรรมเทศนา ดำรงอยู่ในโสดา- ปัตติผล พระศาสดาเมื่อตรัสบอกกัมมัฏฐานเพื่อประโยชน์แก่มรรคเบื้องบน แก่พระเถรีนั้น เพื่อทรงแสดงว่า แน่ะนันทา ในสรีระนี้ไม่มีสาระแม้มีประ- มาณน้อยเลย กายนี้มีเนื้อและเลือดฉาบทาไว้ เป็นที่อยู่ของชราเป็นต้น เป็น เพียงกองกระดูกเท่านั้น ดังนี้ จึงตรัสพระคาถานี้ในธรรมบทว่า
สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka