Tipitaka

พระไตรปิฎก

ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย เล่มที่ 54 หน้าที่ 368

เล่ม มมร. 54 หน้า 368 ข้อ 467
ขึ้นมาก็ด่าภิกษุณีผู้มีจิตหลุดพ้นแล้ว [อริยุปวาท] ว่า ท่านเป็นหญิงแพศยาประพฤติอนาจาร ประทุษร้าย ศาสนาของพระชินเจ้า ครั้นด่าอย่างนี้แล้ว ข้าพเจ้า ก็ตกนรกอันร้ายกาจ เพียบพร้อมด้วยทุกข์ใหญ่หลวง เพราะบาปกรรมนั้น จุติจากนรกนั้นแล้ว มาเกิดใน หมู่มนุษย์ มีลามกธรรมทำให้เดือดร้อน ครองความ เป็นหญิงแพศยาอยู่ถึงที่หกหมื่นปี ก็ยังไม่หลุดพ้นจาก บาปอันนั้น เหมือนอย่างกลืนพิษร้ายเข้าไป ข้าพเจ้า เสพเพศพรหมจรรย์ [บวชเป็นภิกษุณี] ในศาสนาพระ ชินเจ้าพระนามว่ากัสสปะ ด้วยผลแห่งบุญนั้น ข้าพเจ้า ก็บังเกิดในสวรรค์ชั้นไตรทศ [ดาวดึงส์] เมื่อถึงภพ สุดท้าย ข้าพเจ้าเกิดเป็นโอปปาติกะ ที่ระหว่างกิ่งมะม่วง ด้วยเหตุนั้น ข้าพเจ้าจึงชื่อว่าอัมพปาลี ข้าพเจ้าอัน หมู่สัตว์นับโกฏิห้อมล้อมแล้ว ก็บวชในศาสนาของ พระชินเจ้า บรรลุฐานะอันมั่นคงไม่สั่นคลอน เป็น ธิดาเกิดแต่พระอุระของพระผู้เป็นพุทธะ ข้าแต่พระ- มหามุนี ข้าพเจ้าเป็นผู้เชี่ยวชาญในฤทธิ์ทั้งหลาย ใน ความหมดจดแห่งโสตธาตุ [หูทิพย์] เป็นผู้เชี่ยวชาญ เจโตปริยญาณ [รู้ใจผู้อื่น] ข้าพเจ้ารู้ขันธ์ที่เคยอาศัย อยู่ในภพก่อน ๆ [ระลึกชาติได้] ชำระทิพยจักษุหมด จด [ตาทิพย์] หมดสิ้นอาสวะทุกอย่าง [อาสวักขย-
สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka