Tipitaka

พระไตรปิฎก

ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย เล่มที่ 57 หน้าที่ 39

เล่ม มมร. 57 หน้า 39 ข้อ 162
หากพญาช้างพึงรู้ว่าพระราชาได้สวรรคตเสียแล้ว หัวใจของ พญาช้างก็จะต้องแตกทำลายไป ณ ที่นั้นเอง. ดังนั้นพวกคนเลี้ยง ช้างจึงบํารุงมิให้พญาช้างรู้ว่า พระราชาได้สวรรคตเสียแล้ว. ฝ่ายพระเจ้ากรุงโกศล ซึ่งมีพระราชอาณาจักรใกล้เคียงกัน ทรงสดับข่าวว่า พระราชาสวรรคตแล้ว ทรงดำริว่า นัยว่า ราชสมบัติกรุงพาราณสีว่างผู้ครอง จึงยกกองทัพใหญ่ล้อม พระนคร. ชาวพระนครพากันปิดประตูเมือง ส่งสาส์นถวาย พระเจ้ากรุงโกศลว่า พระอัครมเหสีของพระราชาของพวก ข้าพเจ้าทรงครรภ์แก่. พวกโหรทํานายว่า จากนี้ไปเจ็ดวัน พระอัครมเหสีจักคลอดพระโอรส พวกข้าพเจ้าจักขอรบในวันที่ เจ็ด จักไม่มอบราชสมบัติให้ ขอได้โปรดทรงรอไว้ชั่วเวลา เพียงเท่านี้. พระเจ้ากรุงโกศลทรงรับว่า ตกลง ครั้นถึงวันที่เจ็ด พระเทวีประสูติพระโอรส. ก็ในวันขนานพระนาม มหาชนได้ ขนานพระนามพระโอรสว่า อลีนจิตตราชกุมาร เพราะพระโอรส ทรงบันดาลให้จิตท้อแท้ของมหาชนมีขวัญดีขึ้น. ตั้งแต่วันที่เจ็ด พระโอรสประสูติ ชาวพระนครของพระองค์ก็สู้รบกับพระเจ้า กรุงโกศล. เพราะขาดผู้นำ แม้จะมีกำลังต่อสู้มากมายเพียงไร เมื่อต่อสู้ไปก็ถอยกำลังลงทีละน้อย ๆ. พวกอำมาตย์พากัน กราบทูลความนั้นแด่พระเทวี แล้วทูลถามว่า ข้าแต่พระแม่เจ้า เมื่อกําลังลดถอยลงอย่างนี้ พวกข้าพเจ้าเกรงว่าจะแพ้สงคราม. มงคลหัตถีสหายของพระราชา มิได้รู้ว่าพระราชาสวรรคต
สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka