อธิบายไว้ว่า กิจที่หม่อมฉันจะพึงทำทุกอย่าง คือการให้ทาน การ
รักษาศีล และการรักษาอุโบสถ หม่อมฉันทำเสร็จแล้วในกาลก่อน
ทีเดียว. บทว่า ยสสฺสินํ ปญฺวนฺตํ วิสยฺห ความว่า ชื่อว่าผู้
เปรื่องยศ เพราะบริวารสมบัติ ชื่อว่ามีปัญญาญาณ เพราะถึงพร้อม
ด้วยปัญญา ชื่อว่าผู้อดทนได้พิเศษ เพราะเป็นผู้อันใคร ๆ ไม่อาจข่ม
ได้. เมื่อเป็นอย่างนี้ บททั้ง ๓ นี้ จึงเป็นอาลปนะคือคำสำหรับเรียก
ทั้งนั้น. ก็ศัพท์ว่า นํ ในคาถานี้ เป็นนิบาต. และลงนิคหิตที่ ต
ศัพท์ (คือลง ตํ ศัพท์) โดยทำพยัญชนะให้ไพเราะสละสลวย.
บทว่า ยโส จํ คือ ยศนั่นแหละ. บทว่า ลทฺธา ปุริมํ ได้แก่
ได้ยศที่ไม่เคยได้มาก่อน คือในกาลก่อน. บทว่า อุฬารํ ได้แก่ ใหญ่.
พระเจ้าพาราณสีตรัสหมายเอาการเกิดฌานด้วยเมตตาภาวนาอันเป็น
เครื่องข่มกิเลส. บทว่า นปฺปชเห ความว่า ได้ยศเห็นปานนี้แล้ว
เพราะเหตุไร จักละผิวพรรณและกำลังกายอันมีแต่เก่าก่อนเสียเล่า.
บทว่า ทุกฺเขน ความว่า บรรเทาสุขในราชสมบัติของหม่อมฉัน
ด้วยความทุกข์ เพราะโยนลงไปในนรกที่พระองค์ทำให้เกิดขึ้น. บทว่า
สุเขน วา ตํ ทุกฺขํ ได้แก่ หรือว่า บรรเทาทุกข์นั้นด้วยสุขอัน
เกิดแต่ฌาน. บทว่า อุภยตฺถ สนฺโต ความว่า สัตบุรุษทั้งหลาย
ผู้เป็นเช่นกับเรานั้น มีสภาวะดับเย็นยิ่งแล้ว คือมีตนเป็นกลางในส่วน
แม้ทั้งสองนี้ ย่อมเป็นผู้เที่ยงตรง คือย่อมเป็นเช่นเดียว ไม่มีอาการ
ผิดแผกเลยในสุขและทุกข์.