ละกามทั้งหลายทิ้งแล้ว ดำรงอยู่ตามส่วนของ
ตนเที่ยวไปคนเดียว.
คาถาเหล่านั้นมีเนื้อความว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ พระปัจเจก-
พุทธเจ้าผู้เป็นสังฆเถระนั้น เป็นพระราชาแห่งชนบทของชาวคันธาระ
ทรงพระนามว่า กรกัณฑะในนครชื่อว่า ทันตปุระ องค์ที่ ๒ เป็น
พระราชาแห่งชนบทของชาวคันธาระ ทรงพระนามว่า นัคคชิ ใน
ตักกศิลานคร องค์ที่ ๓ เป็นพระราชาแห่งชนบทของชาววิเทหะ ทรง
พระนามว่านิมิราชา ในนครมิถิลา องค์ที่ ๔ เป็นพระราชาแห่งชนบท
ของชาวอุตตรปัญจาละ ทรงพระนามว่า ทุมมุขะ ในนครกบิล. พระ-
ปัจเจกพุทธเจ้าเหล่านั้น ทรงละแคว้นทั้งหลายเห็นปานนี้แล้วเป็นผู้ไม่
มีความห่วงใยทรงผนวชแล้ว. บทว่า สพฺเพปิเม ความว่า ก็
พระปัจเจกพุทธเจ้าเหล่านี้ แม้ทั้งหมด ทรงเป็นผู้เสมอด้วยพระปัจเจก
พุทธเจ้าทั้งหลายในกาลก่อนผู้เป็นวิสุทธิเทพ เสด็จมารวมกันแล้ว.
บทว่า อคฺคี ยถา ความว่า ไฟที่ลุกโชนแล้ว ย่อมสง่างามฉันใด.
บทว่า ตเถวิเม ความว่า พระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลายแม้เหล่านี้ ย่อม
สง่างามด้วยคุณธรรมทั้งหลายมีศีลเป็นต้น ฉันนั้นเหมือนกัน อธิบายว่า
แม้เราก็จักบวชเที่ยวไปผู้เดียวเหมือนพระปัจเจกพุทธเจ้าเหล่านั้น. นาย
ช่างหม้อเรียกภรรยาว่า ภัคควี. บทว่า หิตฺวาน กามานิ ความว่า
ละวัตถุกามทั้งหลายมีรูปเป็นต้น. บทว่า ยโถธิกานิ ความว่า ดำรง
อยู่แล้วด้วยสามารถแห่งแนวทางของตน ๆ มีคำอธิบายว่า แม้เราครั้น