๗๐๐ ปี นับแต่เวลาได้อภิเษก พระโพธิสัตว์เจ้าก็สวรรคต. ผู้อื่นที่จะเป็น
พระราชาหามีไม่ พระนางอุทัยภัทรา พระองค์เดียวทรงสำเร็จราชการแทน.
หมู่อำมาตย์ร่วมกันปกครองราชสมบัติ ฝ่ายพระโพธิสัตว์เจ้านั้น ในขณะที่ทรง
จุติ ทรงถึงความเป็นท้าวสักกะในดาวดึงส์พิภพ เพราะทรงมียศใหญ่ยิ่ง ไม่
สามารถจะทรงอนุสรณ์ได้ตลอดสัปดาห์. ดังนั้นเป็นอันล่วงไปถึง ๗๐๐ ปี
ด้วยการนับปีของมนุษย์ ท้าวเธอจึงทรงระลึกได้ ทรงพระดำริว่า เราจักทดลอง
พระราชธิดาอุทัยภัทรา ด้วยทรัพย์ แล้วเปล่งสีหนาทแสดงธรรม เปลื้อง
ข้อผูกพันแล้ว จึงมา. ได้ยินว่า ครั้งนั้นเป็นเวลาที่มนุษย์มีอายุได้ ๑๐,๐๐๐ ปี
คืนวันนั้นเอง พระราชธิดาพระองค์เดียวเท่านั้น ประทับนั่งมิได้ทรงไหวติง
ทรงนึกถึงศีลของพระองค์อยู่ ในห้องอันทรงพระสิริ อันอลงกต ณ พื้นชั้น
สูงสุดแห่งพระมหาปราสาท ๗ ชั้น ในเมื่อราชบุรุษ ปิดพระทวารแล้ว
วางพระองค์เรียบร้อยแล้ว. ครั้งนั้นท้าวสักกเทวราช ทรงถือเอาถาดทองคำ
๑ ใบ บรรจุเหรียญมาสกทองคำจนเต็ม ไปปรากฏพระกาย ในห้องพระบรรทม
ทีเดียว ประทับนั่ง ณ ส่วนข้างหนึ่ง. เมื่อพระโพธิสัตว์จะตรัสปราศรัยกับ
พระนาง จึงตรัสพระคาถาที่ ๑ ว่า
ดูก่อนพระนาง ผู้มีพระวรกายอันงดงามหาที่ติมิ
ได้ มีช่วงพระเพลากลมกลึงผึ่งผาย ทรงวัตถาภรณ์อัน
สะอาด เสด็จสู่ปราสาท ประทับนั่งอยู่เพียงพระองค์-
เดียว ดูก่อนพระนางผู้มีพระเนตรอันงดงาม ดังเนตร
กินนร หม่อมฉันขอวิงวอนพระนางเจ้า เราทั้ง ๒ ควร
อยู่ร่วมกัน ตลอดคืน ๑ นี้.