บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สุจิ แปลว่า ทรงผ้าอันสะอาด. บทว่า
สฺตูรุ ท่านอธิบายว่า มีพระเพลาทั้ง ๒ ข้าง ประดิษฐานอยู่ด้วยดี
พระนางทรงหยุดการเคลื่อนไหว ทรงพระภูษาอันสะอาด ประทับนั่งลำพัง
เพียงพระองค์เดียว. บทว่า อนินฺทิตงฺคี ความว่า พระนางมีพระวรกาย
หาที่ตำหนิมิได้ ตั้งแต่ปลายพระบาทจรดปลายพระเกศา คือมีพระสรีระอันทรง
พระเสาวภาคย์เป็นเยี่ยม. บทว่า กินฺนรเนตฺตจกฺขุ ความว่า พระนางทรง
มีพระเนตรทั้งคู่ เปรียบได้กับดวงเนตรของกินนร เพราะงดงามด้วยมณฑล
ทั้ง ๓ และประสาททั้ง ๕. บทว่า อิเมกรตฺตึ ความว่า หม่อมฉันขอวิงวอน
ตลอดราตรี ๑ นี้ คือคืนวันนี้ เราทั้งสองพึงอยู่ร่วมกันในห้องพระบรรทมอัน
อลงกตนี้.
ลำดับนั้น พระราชธิดา ได้ตรัสพระคาถา ๒ พระคาถาว่า
พระนครนี้ มีคูรายรอบ มีป้อมและซุ้มประตู
มั่นคง มีหมู่ทหารถือกระบี่รักษา ยากที่ใคร ๆ จะเข้า
มาได้ ทหารนักรบหนุ่ม ก็ไม่ได้มีมาเลย เมื่อเป็น
เช่นนี้ ท่านปรารถนามาพบข้าพเจ้าด้วยเหตุอะไรหนอ.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า โอกิณฺณนฺตรปริกฺขํ ความว่า บุรี
อันมีนามว่า สุรุนธนะนี้ มีบริเวณกว้าง ๑๒ โยชน์ มีคูรายรอบคั่นเป็นระหว่าง
เพราะเรียงรายด้วยคูเป็นชั้น ๆ คือคูน้ำ คูตม และคูแห้ง. บทว่า ทฬฺหมณฺ-
ฑาลโกฏฺกํ ความว่า ประกอบด้วยป้อมและซุ้มประตู อย่างแข็งแรงครบครัน.
บทว่า ขคฺคหตฺเถหิ ความว่า มีทหารนับหมื่น ล้วนถืออาวุธเฝ้าล้อมแน่นหนา.
บทว่า ทุปฺปเวสมิทํ ปุรํ ความว่า บุรีทั้งสิ้นนี้ก็ดี พระราชวังอันเป็นที่อยู่
ของข้าพเจ้า ที่สร้างไว้ภายในบุรีนั้นก็ดี ทั้ง ๒ แห่ง ใคร ๆ ไม่อาจที่จะเข้า