พระราชกุมาร ทรงได้สดับพระราชดำรัสนั้นแล้ว จึงตรัสพระคาถา
ที่ ๓ ว่า
หม่อมฉันมิได้บกพร่องด้วยกามทั้งหลายเลย ไม่
มีใครเบียดเบียนหม่อมฉัน แต่หม่อมฉันปรารถนาจะ
ทำที่พึ่ง ที่ชราครอบงำไม่ได้ พระเจ้าข้า.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ทีปญฺจ ความว่า ข้าแต่พระทูลกระหม่อม
ความบกพร่องด้วยกามทั้งหลาย ของหม่อมฉันมิได้มีเลยทีเดียว ใคร ๆ ที่จะ
ข่มเหงหม่อมฉันเล่า ก็ไม่มี แต่หม่อมฉันปรารถนาจะสร้างที่พึ่งของหม่อมฉัน
เพื่อการไปยังปรโลก. บทว่า ยํ ชรา นาภิกีรติ ความว่า หม่อมฉันปรารถนา
จะกระทำเกาะที่ชราจะครอบงำไม่ได้ จะกำจัดไม่ได้ คือ จะแสวงหาอมตมหา-
นิพพาน หม่อมฉันไม่ต้องการด้วยกามทั้งหลาย ข้าแต่พระมหาราชเจ้า ขอ
พระองค์โปรดทรงอนุญาตให้หม่อมฉันบวชเถิด พระเจ้าข้า.
พระกุมารทูลขอบรรพชาเรื่อย ๆ ด้วยประการฉะนี้. พระราชาตรัส
ห้ามว่า อย่าบวชเลยพ่อคุณเอ๋ย. พระศาสดาเมื่อจะทรงประกาศเนื้อความนั้น
จึงตรัสกึ่งพระคาถาว่า
พระโอรสกราบทูลวิงวอนพระราชบิดา พระ-
ราชบิดาหรือก็ทรงวิงวอนพระราชโอรส.
วาอักษรในพระคาถานั้น เป็นสัมปิณฑนัตถะ (มีการประมวลมาเป็น
อรรถ). ข้อนี้มีพุทธาธิบายว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พระโอรสก็วิงวอนพระ-
ราชบิดา และพระราชบิดาก็ทรงวิงวอนพระราชโอรส.
พระราชาตรัสกึ่งพระคาถาที่เหลือว่า