ดาดาษไปด้วยติณชาติมีสัมผัสเป็นสุข มีสีแดงเหมือนสีแมลงค่อมทอง อ่อนนุ่ม
ประหนึ่งข้าวกล้าอ่อน ณ ไพรสณฑ์อันน่ารื่นรมย์นี้นั้น กวางทองนั้นพำนักอยู่
พระเจ้าข้า.
พระราชาทรงสดับคำของเขาแล้ว ตรัสสั่งหมู่อำมาตย์ว่า เธอทั้งหลาย
กับคนที่ถืออาวุธ จงพากันล้อมไพรสณฑ์ไว้โดยเร็ว มิให้มฤคนั้นหนีไปได้.
พวกเหล่านั้นได้กระทำตามพระดำรัสนั้น แล้วพากันร้องขึ้น. พระราชาประทับ
ยืนอยู่ ณ ส่วนข้างหนึ่งกับคนสองสามคน. บุรุษนั้นก็ยืนอยู่ไม่ห่าง. พระมหาสัตว์
ฟังเสียงนั้นแล้วดำริว่า เสียงของหมู่พลกองหลวง อันภัยของเราต้องเกิดจาก
บุรุษนั้น. พระมหาสัตว์นั้นลุกขึ้นมองทั่วบริษัทเห็นสถานที่ประทับยืน
แห่งพระราชานั้นคิดว่า ความสวัสดียังจักมีแก่เราได้ ควรที่เราจะไป ณ
ที่นั้นที่เดียว แล้วเดินมุ่งหน้าเฉพาะพระราชา. พระราชาทอดพระเนตรเห็น
มฤคนั้นกำลังเดินมา ทรงพระดำริว่า มฤคมีกำลังดังพญาช้าง น่าจะถาโถม
มาได้ ต้องสอดลูกศรไว้คอยขู่ให้มฤคนี้สะดุ้ง ถ้าหนีไป จักยิงทำให้ทรพลแล้ว
ค่อยจับเอา ทรงยกธนูขึ้นเล็งทรงพระโพธิสัตว์.
พระศาสดา เมื่อจะประกาศเนื้อความนั้น จึงตรัสพระคาถาสองคาถาว่า
พระเจ้าพาราณสี ทรงโก่งธนูสอดใส่ลูกศรไว้
เสด็จเข้าไปแล้ว ส่วนมฤคเห็นพระราชาแล้ว ได้ร้อง
กราบทูลไปแต่ไกลว่า ข้าแต่พระมหาราชผู้ประเสริฐ
โปรดทรงรอก่อน อย่าเพิ่งทรงยิงข้าพระบาทเสียเลย
ใครหนอได้กราบทูลความเรื่องนี้แก่พระองค์ว่า มฤค
ตัวนี้อยู่ ณ ไพรสณฑ์นี้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อทชฺฌํ ความว่า ทรงโก่งธนูพร้อมกับ
สายและลูกศรไว้. บทว่า สนฺนยฺห แปลว่า สอดไว้แล้ว. บทว่า อาคเมหิ