เทวราช ทอดพระเนตรเห็นเทวดาและเทพกัญญาใหม่ ๆ มากมาย ทรงนึกว่า
เหตุอะไรเล่าหนอ ก็ทรงทราบเรื่องที่พระราชาขึ้นจากเหวได้เพราะละมั่ง แล้ว
ทรงชักชวนให้ประชาชนดำรงอยู่ในศีล ทรงพระดำริว่า มหาชนพากันทำบุญ
ด้วยอานุภาพของพระราชา เหตุนั้นแหละเทวโลกจึงบริบูรณ์ ก็บัดนี้พระราชา
เสด็จสู่พระอุทยานเพื่อจะทรงยิงเป้า เราจักต้องทดลองท้าวเธอดูบ้าง ให้ท้าวเธอ
เปล่งพระสุรสีหนาทประกาศคุณละมั่ง แล้วให้ทรงทราบความที่เราเป็นท้าวสักกะ
จักยืนในอากาศแสดงธรรม กล่าวถึงคุณของเมตตา และเบญจศีลแล้วกลับมา
ได้เสด็จไปสู่พระอุทยาน ฝ่ายพระราชา ทรงพระดำริว่า จักยิงเป้า ก็ทรง
โก่งธนูสอดลูกศร. ทันใดนั้นท้าวสักกะก็แสดงรูปละมั่งให้ปรากฏระหว่างพระ-
ราชาและเป้าด้วยอานุภาพของท้าวเธอ. พระราชาทรงเห็นแล้วมิได้ปล่อยลูกศร
ที่นั้นท้าวสักกะก็เข้าทรงในสรีระของปุโรหิต ได้กล่าวคาถาว่า
ข้าแต่พระองค์ผู้ทรงพระปรีชาอันประเสริฐ
พระองค์ทรงสอดลูกศรอันมีปีก อันจะกำจัดความแกล้ว
กล้าของปรปักษ์ได้เข้าในแล่งแล้ว จะทรงลังเลอะไร
อีกเล่า ลูกศรที่ทรงยิงไปแล้วต้องฆ่าละมั่งได้ทันที
ละมั่งนี้คงเป็นพระกระยาหารของพระราชาได้โดยแท้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปตฺตํ แปลว่า ประกอบด้วยลูกศรอันมีปีก.
บทว่า ปรวิริยฆาตึ ความว่า อันจะกำจัดความแกล้วกล้าของข้าศึกเหล่าอื่น.
บทว่า จาเป สรํ ความว่า พระองค์เอาลูกศรกล่าวคือปีกนั่นสอดเข้าไปใน
แล่งแล้ว บัดนี้พระองค์จะลังเลใจอะไรเล่า. บทว่า หนฺตุ ความว่า ขอลูกศรที่
พระองค์ยิงไปแล้วนั่น จงฆ่าละมั่งนี้โดยทันที. บทว่า อนฺนํ หิ เอตํ ความว่า
ข้าแต่พระมหาราชผู้มีปรีชาอันประเสริฐ ชื่อว่าละมั่งคงเป็นพระกระยาหารของ
พระราชา ลำดับนั้น พระราชาจึงตรัสพระคาถานี้ว่า