Tipitaka

พระไตรปิฎก

ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย เล่มที่ 60 หน้าที่ 398

เล่ม มมร. 60 หน้า 398 ข้อ 1920
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า นิรํ กตฺวา อคฺคิมาทาย ความว่า บุคคลผู้เป็นพราหมณ์ต้องก่อไฟบำเรอไฟมิให้ขาดระยะ. บทว่า อาโปสิญฺจํ ยชํ อสฺเสติ ยูปํ ความว่า เมื่อกระทำการรดน้ำ เมื่อจะบูชาสัมมาปาสยัญ ก็ดี วาจาเปยยัญก็ดี นิรัคคลยัญก็ดี ต้องให้ยกเจว็ดทองขึ้นทำ อย่างนี้จึงจะ เป็นพราหมณ์ผู้ถึงความเกษม. บทว่า เขมี ได้แก่ ถึงความเกษม. บทว่า อมาปยึสุ ความว่า ก็ด้วยเหตุนั้นนั่นแล ชนทั้งหลาย ย่อมพากันเรียกว่า ผู้ดำรงอยู่ในธรรม. ปุโรหิตได้ฟังดังนั้นแล้ว เมื่อติเตียนพราหมณ์ตามที่เขากล่าวจึงกล่าว คาถาที่ ๘ ว่า ความหมดจด ย่อมไม่มีด้วยการรดน้ำ อนึ่ง พราหมณ์จะเป็นพราหมณ์เต็มที่ ด้วยการรดน้ำก็หาไม่ ขันติและโสรัจจะย่อมมีไม่ได้ ทั้งผู้นั้นจะเป็นผู้ดับรอบ ก็หามิได้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เสจเนน ความว่า ปุโรหิตแสดง พราหมณธรรมทั้งหลายที่เขากล่าวข้อเดียวคือ ด้วยการรดน้ำ ห้ามเสียทุกข้อไป ข้อนี้มีอธิบายว่า อันความหมดจดมีไม่ได้เลย ด้วยการบำเรอไฟ ด้วยการรดน้ำ หรือด้วยฆ่าสัตว์บูชายัญ ด้วยเหตุเพียงเท่านี้จะเป็นพราหมณ์ผู้บริบูรณ์สิ้นเชิง ก็มิได้ ความอดทนคือความอดกลั้นจะมีไม่ได้ ความสงบเสงี่ยมคือศีล จะมีไม่ ได้และจะชื่อว่าเป็นผู้ดับโดยรอบเพราะความดับเสียรอบด้านซึ่งกิเลส ก็ไม่ได้ ลำดับนั้น อุททาลกะ เมื่อจะถามว่า ถ้าว่าไม่เป็นพราหมณ์ด้วยอย่างนี้ ละก็จะเป็นได้อย่างไรกัน จึงกล่าวคาถาที่ ๙ ว่า
สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka