ท้าวสักกะเมื่อทรงปลอบพระเจ้าสาธินราชนั้น จึงตรัสพระคาถาว่า
เป็นการดีนักแล ที่พระองค์เสด็จถึงที่อยู่แห่งเทพ
ผู้ทรงอำนาจ ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นราชาเพียงดังฤาษี
เชิญประทับอยู่ในหมู่เทพ ผู้มีความปรารถนาทุกอย่าง
สำเร็จได้ เชิญบริโภคกามอันมิใช่ของมนุษย์ในหมู่เทพ
ชั้นดาวดึงส์เถิด.
พระมหาสัตว์ เมื่อจะทรงห้ามท้าวเธอเสียจึงตรัสพระคาถาว่า
ขอยืมยานเขามาขับ ขอยืมทรัพย์เขามาใช้ฉันใด
การที่ได้เสวยความสุข เป็นความสุขที่ผู้อื่นยื่นให้ ก็
เปรียบกันได้ฉะนั้นแล ก็แลการได้เสวยความสุข โดย
เป็นความสุขที่ผู้อื่นยื่นให้ หม่อมฉันไม่ปรารถนาเลย
บุญทั้งหลายอันหม่อมฉันทำเองแล้วนั้นย่อมเป็นทรัพย์
อันอาจติดตามหม่อมฉันไปได้ หม่อมฉันไปในมนุษย์
แล้ว จักได้ทำกุศลให้มาก ที่บุคคลกระทำแล้วได้รับ
ความสุข และไม่ต้องเดือดร้อนในภายหลัง ด้วยทาน
ด้วยการประพฤติสม่ำเสมอ ด้วยการสำรวม ด้วยการ
ฝึกตน.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ยํ ปรโต ทานปจฺจยา ความว่า
สิ่งใดที่ได้เพราะผู้อื่นให้ สิ่งนั้นเป็นเช่นเดียวกันกับของที่ขอยืมนั่นเอง เพราะว่า
บุคคลย่อมให้ยืมกันได้ในเวลาที่ดีกัน ในเวลาที่โกรธกันก็ยื้อแย่งเอาไปได้
หม่อมฉันกระทำกรรมที่บุคคลการทำแล้วมีความสุขด้วย ไม่ต้องเดือดร้อนใน
ภายหลังด้วยเช่นนั้นเหมือนกัน. บทว่า สมจริยาย คือด้วยการไม่ทำบาป