Tipitaka

พระไตรปิฎก

ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย เล่มที่ 61 หน้าที่ 717

เล่ม มมร. 61 หน้า 717 ข้อ 2549
อื่น ๆ ชีวิตนี้มีอันรุกร้นเข้าไปเป็นอรรถ มีอันนำเข้าไปเป็นอรรถ แต่ในที่นี้ มีอันรวบรัดเอาเป็นอรรถ เพราะฉะนั้น ในที่นี้มีเนื้อความอย่างนี้ว่า น้ำเล็กน้อย ใส่ลงในโคลน น้ำด่างของพวกช่างย้อม ย่อมจับด่างแห้งเร็วฉันใด แม้ชีวิตก็ฉัน นั้น เมื่อชีวิตเป็นของน้อยเช่นนี้ ใช่กาลที่จะประมาทในบุญกิริยาของสัตว์ ทั้งหลาย ผู้ยึดอายุสังขาร เล็กน้อยนั้นไปมาอยู่ไม่ชอบที่จะทำความไม่ประมาท อย่างเดียว. บทว่า อถ พาลา ปมชฺชนฺติ ความว่า คนพาลทั้งหลายเป็น เหมือนจะไม่แก่ไม่ตาย จมอยู่ในเปลือกตม คือ กามคุณ มัวเมาประมาทอยู่ ดุจสุกรจมอยู่ในโคลนคือคูถฉะนั้น. บทว่า อสุรกายํ ความว่า และย่อมยัง กำเนิดกาลกัญชิกอสุรกายให้เจริญ. พระมหาสัตว์ทรงแสดงธรรมแก่มหาชนอย่างนี้แล้ว เสด็จขึ้นสู่ปุปผก- ปราสาท ประทับยืนบนชั้นที่เจ็ด ทรงเอาพระขรรค์ตัดพระเมาลีแล้ว ตรัสว่า เราไม่เป็นอะไรกันกับท่านทั้งหลาย ท่านทั้งหลายจงหาพระราชาของตน แล้ว โยนพระเมาลี ทั้งเครื่องโพกไปในระหว่างมหาชน. มหาชนรับเอาพระเมาลี แล้ว ต่างกลิ้งเกลือกปริเทวนาการบนภาคพื้น. ละอองธุลีเป็นอันมากฟุ้งขึ้น ในที่นั้น มหาชนที่กลับมายืนดู ได้เห็นละอองธุลีนั้น ต่างรำพันว่า พระ เมาลีทั้งเครื่องโพกอันพระราชาทรงตัดโยนมาในระหว่างมหาชน ฉะนั้นสาย ละอองธุลีนี้ จึงฟุ้งขึ้นในที่ใกล้ปราสาท แล้วกล่าวคาถา ความว่า กลุ่มธุลีตั้งขึ้นไม่ไกลปุปผกปราสาท ชะรอย พระธรรมราชาผู้เรืองยศของพวกเรา จะทรงตัด พระเกศาแล้ว.
สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka