บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า มตฺยา จ เปตฺยา จ แปลว่า ที่มารดา
และบิดา. บทว่า มยฺหํ เป็นสัมปทานะใช้ในอรรถแห่งทุติยาวิภัตติ. บทว่า
อวโลกยนฺตี ความว่า เธอถูกเรามองดูแล้ว หันกลับมามองดูเราบ้าง ได้
ทำเราให้หลงใหลคล้ายคนบ้า.
แม้นางอุมมาทันตีนั้น ทราบว่า พระราชาพระองค์นั้นทรงหวั่นไหว
พระหทัยแล้ว จึงปิดหน้าต่างแล้ว ได้เข้าสู่ห้องอันประกอบด้วยสิริตามเดิม.
จำเดิมแต่กาลที่พระราชาทรงทอดพระเนตรเห็นนางแล้ว พระองค์ไม่ได้มี
พระหทัยที่จะทรงการทำประทักษิณพระนครเลย. พระราชาตรัสเรียกนายสารถี
มาแล้ว ตรัสว่า สุนันทะสหายเอ๋ย ! เจ้าจงกลับรถเถิด งานมหรสพนี้ไม่
สมควรแก่พวกเรา แต่สมควรแก่อภิปารกเสนาบดี ถึงพระราชสมบัติ ก็
สมควรแก่อภิปารกเสนาบดีนั้นเหมือนกัน ดังนี้ จึงให้นายสารถีกลับรถแล่น
ถึงสถานที่ เสด็จขึ้นพระปราสาทแล้ว ทรงบรรทมบ่นเพ้อบนที่บรรทมอัน
ประกอบด้วยสิริ ตรัสว่า
ในคืนเดือนเพ็ญ นางผู้มีนัยน์ตาชม้ายคล้ายเนื้อ
ทราย ร่างกายมีสีเหมือนดอกบุณฑริก นั่งอยู่ใกล้
หน้าต่าง ในคืนนั้น เราได้เห็นนางนุ่งห่มผ้าสีแดง
เหมือนเท้านกพิราบ สำคัญว่าพระจันทร์ขึ้นสองดวง
คราวใด นางมีหน้ากว้าง ขาวสะอาด ประเล้าประโลม
อยู่ด้วยอาการอันงดงาม ชม้อยชม้ายชำเลืองดูเราดัง
จะปล้นเอาดวงใจของเราไปเสียเลย เหมือนนางกินนร
เกิดบนภูเขาในป่า ฉะนั้น ก็คราวนั้น นางผู้พริ้งเพรา
มีตัวเป็นสีทอง สวมกุณฑลแก้วมณี ผ้านุ่งผ้าห่มท่อน