Tipitaka

พระไตรปิฎก

ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย เล่มที่ 63 หน้าที่ 139

เล่ม มมร. 63 หน้า 139 ข้อ 481
ข้าแต่ท่านมิคาชินะ ข้าพเจ้ามิได้ผจญซึ่งญาติ ไร ๆ โดยส่วนเดียวในกาลไหน ๆ โดยอธรรม แม้ ญาติทั้งหลายก็มิได้ผจญซึ่งข้าพเจ้า. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า น มิคาชน ได้แก่ ข้าแต่ท่านนิคาชินะ ผู้เจริญ. บทว่า ชาตุจฺเฉ แปลว่า โดยส่วนเดียวนั่นเทียว. บทว่า อหํ กิญฺจิ ลุทาจนํ ความว่า ข้าพเจ้ามิได้ผจญซึ่งญาติไร ๆ ในกาลไร ๆ โดย อธรรม แม้ญาติเหล่านั้นก็มิได้ผจญซึ่งข้าพเจ้าโดยอธรรม อธิบายว่า ไม่มี ญาติคนไหนได้กระทำความผิดในข้าพเจ้า ด้วยประการฉะนี้. พระมหาสัตว์ทรงห้ามปัญหาแห่งมิคาชินดาบสนั้น อย่างนี้แล้ว บัดนี้ เมื่อจะทรงแสดงเหตุแห่งการทรงผนวชจึงตรัสว่า ข้าแต่ท่านมิคาชินะ ข้าพเจ้าเห็นประเพณีของ โลก เห็นโลกถูกกิเลสขบกัด ถูกกิเลสทำให้เป็นดัง เปือกตม จึงได้ทำเหตุนี้ให้เป็นเครื่องเปรียบเทียบว่า ปุถุชนจมอยู่แล้วในกิเลสวัตถุใด สัตว์เป็นอันมากย่อม ถูกประหารและถูกฆ่าในเพราะกิเลสวัตถุนั้น ดังนี้จึง ได้บวชเป็นภิกษุ. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า โลกวตฺตนฺตํ ความว่า ข้าพเจ้าได้เห็น วัตร คือ ประเพณีของสัตวโลกผู้โง่เขลา ผู้ไปตามวัฏฏะ เพราะเห็นดังนั้น ข้าพเจ้าจึงบวช พระมหาสัตว์ทรงแสดงดังนี้. บทว่า ขชฺชนฺตํ กทฺทมีกตํ ความว่า เห็นสัตวโลกถูกกิเลสขบกัด และถูกกิเลสเหล่านั้นแหละทำให้เป็นดัง เปือกตม. บทว่า ยตฺถ สนฺโน ความว่า ปุถุชนจม คือ ข้อง คือ จมลง ในกิเลสวัตถุใด สัตว์ทั้งหลายเป็นอันมากต้องอยู่ในกิเลสวัตถุนั้น ย่อมถูกฆ่าบ้าง ย่อมคิดอยู่ในเครื่องผูกมีโซ่และเรือนจำเป็นต้นบ้าง. บทว่า เอตาหํ ความว่า
สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka