Tipitaka

พระไตรปิฎก

ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย เล่มที่ 63 หน้าที่ 247

เล่ม มมร. 63 หน้า 247 ข้อ 599
ชนเหล่าใดไม่มีเพื่อนสอง อยู่คนเดียว ย่อมไม่ รื่นรมย์ ย่อมไม่ได้ปีติเกิดแต่วิเวก ชนเหล่านั้นถึงจะ มีโภคสมบัติเสมอด้วยพระอินทร์ ก็ชื่อว่าเป็นคนเข็ญใจ เพราะได้ความสุขที่ต้องอาศัยผู้อื่น. ท้าวสักกเทวราชทรงแสดงความที่ผลแห่งพรหมจรรย์นั่นแล เป็นของ มากกว่าผลแห่งทาน แม้อย่างนี้แล้ว บัดนี้ เมื่อจะทรงแสดงดาบสผู้ก้าวล่วง เปตภพด้วยการอยู่พรหมจรรย์ บังเกิดในพรหมโลก จึงตรัสว่า ฤๅษีผู้ไม่มีเหย้าเรือนเหล่านี้บำเพ็ญตบธรรม ได้ก้าว- ล่วงกามาวจรภพแล้วโดยแท้ คือ ฤๅษี ตน อันมี นามว่า ยามหนุฤๅษี โสมยาคฤๅษี มโนชวฤาษี สมุททฤๅษี มาฆฤๅษี ภรตฤๅษี และกาลปุรักตฤๅษี และฤๅษีอีก ๔ ตน คือ อังคีรสฤๅษี กัสสปฤๅษี กีสวัจฉฤๅษี และอกันติฤๅษี. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อติวตฺตึสุ ได้แก่ ก้าวล่วงกามาวจรภพ. บทว่า ตปสฺสิโน ความว่า อาศัยตบะคือศีล และตบะคือสมาบัติแปด. บทว่า สตฺติสโย ท่านกล่าวหมายเอาฤๅษีพี่น้องกัน ๗ ตน มียามหนุฤๅษีเป็นต้น ฤๅษีเหล่านี้กับฤๅษี ๔ ตน มีอังคีรสฤๅษีเป็นต้น รวมเป็นฤๅษี ท้าวสักกเทวราชตรัสสรรเสริญพรหมจริยวาสว่ามีผลมาก ตามที่ได้ สดับมาอย่างนี้ก่อน บัดนี้ เมื่อทรงนำเรื่องที่เคยทรงเห็นด้วยพระองค์เองมา จึงตรัสว่า
สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka