ชนเหล่าใดไม่มีเพื่อนสอง อยู่คนเดียว ย่อมไม่
รื่นรมย์ ย่อมไม่ได้ปีติเกิดแต่วิเวก ชนเหล่านั้นถึงจะ
มีโภคสมบัติเสมอด้วยพระอินทร์ ก็ชื่อว่าเป็นคนเข็ญใจ
เพราะได้ความสุขที่ต้องอาศัยผู้อื่น.
ท้าวสักกเทวราชทรงแสดงความที่ผลแห่งพรหมจรรย์นั่นแล เป็นของ
มากกว่าผลแห่งทาน แม้อย่างนี้แล้ว บัดนี้ เมื่อจะทรงแสดงดาบสผู้ก้าวล่วง
เปตภพด้วยการอยู่พรหมจรรย์ บังเกิดในพรหมโลก จึงตรัสว่า
ฤๅษีผู้ไม่มีเหย้าเรือนเหล่านี้บำเพ็ญตบธรรม ได้ก้าว-
ล่วงกามาวจรภพแล้วโดยแท้ คือ ฤๅษี ตน อันมี
นามว่า ยามหนุฤๅษี โสมยาคฤๅษี มโนชวฤาษี
สมุททฤๅษี มาฆฤๅษี ภรตฤๅษี และกาลปุรักตฤๅษี
และฤๅษีอีก ๔ ตน คือ อังคีรสฤๅษี กัสสปฤๅษี
กีสวัจฉฤๅษี และอกันติฤๅษี.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อติวตฺตึสุ ได้แก่ ก้าวล่วงกามาวจรภพ.
บทว่า ตปสฺสิโน ความว่า อาศัยตบะคือศีล และตบะคือสมาบัติแปด. บทว่า
สตฺติสโย ท่านกล่าวหมายเอาฤๅษีพี่น้องกัน ๗ ตน มียามหนุฤๅษีเป็นต้น
ฤๅษีเหล่านี้กับฤๅษี ๔ ตน มีอังคีรสฤๅษีเป็นต้น รวมเป็นฤๅษี
ท้าวสักกเทวราชตรัสสรรเสริญพรหมจริยวาสว่ามีผลมาก ตามที่ได้
สดับมาอย่างนี้ก่อน บัดนี้ เมื่อทรงนำเรื่องที่เคยทรงเห็นด้วยพระองค์เองมา
จึงตรัสว่า