ไม่เห็นภูริทัต จักตรอมตรมด้วยทุกข์สิ้นกาลนาน ดัง
นางนกจากพรากในเปือกตมอันไม่มีน้ำเป็นแน่ เราไม่
เห็นภูริทัตจักตรอมตรมด้วยความโศก เปรียบเหมือน
เบ้าของช่างทอง เกรียมไหม้ในภายใน ไม่ออกไปภาย
นอกฉะนั้น.
[๗๓๓] บุตรธิดาและชายาในนิเวศน์ของภูริทัต
ล้มนอนระเนระนาดดังต้นรังอันลมฟาดหักลง ฉะนั้น.
[๗๓๔] อริฏฐะและสุโภคะ ได้ฟังเสียงอันกึก
ก้องของบุตรธิดาและชายาของภูริทัต จึงวิ่งไปในระ-
หว่าง ช่วยกันปลอบมารดาว่า ข้าแต่พระแม่เจ้า จง
เบาพระทัยอย่าเศร้าโศกไปเลย เพราะว่าสัตว์ทั้งหลาย
ย่อมมีความตายและความเกิดขึ้นเป็นธรรมดาอย่างนี้
การตายและการเกิดขึ้นนี้ เป็นความแปรของสัตว์โลก.
[๗๓๕] ดูก่อนพ่อสุทัสสนะ ถึงแม่รู้ว่าสัตว์ทั้ง
หลายมีอย่างนี้เป็นธรรมดา ก็แต่ว่าแม่เป็นผู้อันความ
เศร้าโศกครอบงำแล้ว ถ้าเมื่อแม่ไม่ได้เห็นภูริทัตคืน
วันนี้เจ้าจงรู้ว่า แม่ไม่ได้เห็นภูริทัต เห็นจะต้องละชีวิต
ไปแน่.
[๗๓๖] ข้าแต่พระแม่เจ้า จงเบาพระทัย อย่า
เศร้าโศกไปเลย ลูกทั้ง ๓ จักเที่ยวแสวงหาภูริทัตไป
ตามทิศน้อยทิศใหญ่ ที่ภูเขา ซอกเขา บ้าน และนิคม
แล้วจักนำท่านพี่ภูริทัตมา พระแม่เจ้าจักได้ทรงเห็น
ท่านพี่ภูริทัตภายใน ๗ วัน.