Tipitaka

พระไตรปิฎก

ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย เล่มที่ 64 หน้าที่ 784

เล่ม มมร. 64 หน้า 784 ข้อ 1269
พระชนนีเป็นผู้หามูลผลในป่า ทรงนำมาซึ่งมูล ผลใด หม่อมฉันทั้งหลายประชุมพร้อมกันเสวยมูลผล นั้นในเวลากลางคืน ไม่ได้เสวยในเวลากลางวัน. พระชนนีของหม่อมฉันทั้งสองเป็นสุขุมาลชาติ ต้องทรงหาผลไม้ในป่ามาเลี้ยงกัน จนทรงซูบมีพระ ฉวีเหลืองเพราะลมและแดด ดุจดอกปทุมอยู่ในกำมือ. เมื่อพระชนนีเสด็จเที่ยวอยู่ในป่าใหญ่ ซึ่งเกลื่อน ไปด้วยพาลมฤค มีแรดและเสือเหลืองอยู่อาศัย พระ- เกสาก็ยุ่งเหยิง พระองค์เกล้าพระชฎาบนพระเกสา ทรงเปรอะเปื้อนที่พระกัจฉประเทศ. พระชนกทรงเพศบรรพชิตผู้ประเสริฐ ทรงถือ ไม้ขอ ภาชนะเครื่องบูชาเพลิงและชฎา ทรงหนังเสือ เหลืองเป็นพระภูษาทรง บรรทมเหนือแผ่นดินนมัส- การเพลิง. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ขนนฺตาลุกลมฺพานิ ความว่า พระชาลี ราชกุมารทรงพรรณนาถึงชีวิตลำเค็ญของพระชนกชนนี ด้วยคำว่า ขุดมันมือ เสือ มันนกเป็นต้น. บทว่า โน ในบทว่า ตนฺโน นี้ เป็นเพียงนิบาต. บทว่า ปทุมํ หตฺถคตมิว ความว่า เหมือนดอกปทุมที่ถูกขยำด้วยมือ. บทว่า ปตนูเกสา ความว่า ข้าแต่สมมติเทพ เมื่อพระชนนีของหม่อมฉัน เสด็จเที่ยวไปหามูลผลาหารในป่าใหญ่ พระเกศาซึ่งดำมีสีเหมือนขนปีกแมลงภู่ ถูกกิ่งไม้เป็นต้นเกี่ยวเสียยุ่งเหยิง. บทว่า ชลฺลมธารยิ ความว่า มีพระกัจฉ- ประเทศทั้งสองข้างเปรอะเปื้อน เสด็จเที่ยวไปด้วยเครื่องแต่งองค์ปอน ๆ.
สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka