Tipitaka

พระไตรปิฎก

ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย เล่มที่ 65 หน้าที่ 516

เล่ม มมร. 65 หน้า 516 ข้อ 143
แดน ๔ อย่าง คือ สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส อนุสัยคือ ทิฏฐิ อนุสัยคือวิจิกิจฉา และเหล่ากิเลสที่ตั้งอยู่ฝ่ายเดียวกันนี้เป็นแดนที่ ๑. สังโยชน์คือกามราคะ สังโยชน์คือปฏิฆะ อนุสัยคือกามราคะ อนุสัย คือปฏิฆะ ส่วนหยาบ ๆ และเหล่ากิเลสที่ตั้งอยู่ฝ่ายเดียวกัน นี้เป็นแดนที่ ๒. สังโยชน์คือกามราคะ สังโยชน์คือปฏิฆะ อนุสัยคือกามราคะ อนุสัย คือปฏิฆะ ส่วนละเอียด และเหล่ากิเลสที่ตั้งอยู่ฝ่ายเดียวกัน นี้เป็นแดนที่ ๓. รูปราคะ อรูปราคะ มานะ อุทธัจจะ อวิชชา อนุสัยคือมานะ อนุสัยคือภวราคะ อนุสัยคืออวิชชา และเหล่ากิเลสที่ตั้งอยู่ฝ่ายเดียวกัน นี้เป็นแดนที่ ๔. เมื่อใด พระอรหันต์นั้นเป็นผู้ก้าวล่วง ก้าวล่วงด้วยดี ล่วงเลย แดน ๔ อย่างเหล่านี้ ด้วยอริยมรรค ๔. เมื่อนั้น พระอรหันต์นั้น จึง เรียกว่าเป็นผู้ล่วงแดนแล้ว. คำว่า ลอยบาปแล้ว ความว่า ชื่อว่าผู้ลอยบาปแล้ว เพราะเป็น ผู้ลอยแล้วซึ่งธรรม ๗ ประการ ฯลฯ เป็นผู้อันตัณหาและทิฏฐิไม่อาศัยแล้ว เป็นผู้คงที่ จึงเรียกท่านว่าเป็นพรหม. คำว่า นั้น ได้แก่ พระอรหันต์ผู้ขีณาสพ. คำว่า รู้แล้ว คือผู้รู้แล้วด้วยปรจิตตญาณ หรือรู้แล้วด้วยปุพเพ- นิวาสานุสสติญาณ. คำว่า เห็นแล้ว คือเห็นแล้วด้วยมังสจักษุ หรือด้วยทิพยจักษุ. เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า พระอรหันต์นั้นผู้ล่วงแดนแล้ว ลอยบาปแล้ว ทั้งรู้ทั้งเห็นแล้ว มิได้มีความยึดถือ.
สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka