ในบทเหล่านั้นบทว่า มูลทสฺสาวี ผู้เห็นมูล คือเห็นมูลของอกุศล.
บทว่า อิสโย ฤๅษี ชฎิลทั้งหลายมีชื่อว่าฤาษี. บทว่า ยญฺํ คือ ไทย-
ธรรม. บทว่า อกปฺปึสุ คือ แสวงหา. บททั้งหมดมีอาทิว่า เหตุทสฺสาวี
ทรงเห็นเหตุ เป็นไวพจน์ของการณะ (เหตุ). เพราะการณะย่อมปรารถนา
ย่อมเป็นไปเพื่อผลของตน ฉะนั้น จึงเรียกว่าเหตุ. เพราะการณะย่อมมอบ
ให้ซึ่งผลนั้นดุจตั้งใจว่า เชิญพวกท่านรับผลนั้นเถิด ฉะนั้น จึงเรียกว่า
นิทาน. บทห้าบทมีอาทิว่า สมฺภวทสฺสาวี ทรงเห็นสมภพ มีนัยดังที่
แสดงไว้แล้วในหนหลัง. เพราะการณะนั้นอาศัยผลนั้นย่อมเป็นไป ผลนั้น
จึงเกิดขึ้น ฉะนั้น จึงเรียกว่า ปัจจัยและสมุทัย. บทว่า ยา วา ปนญฺาปิ
กาจิ สุคติโย สุคติอย่างใดอย่างหนึ่งแม้อื่น คือมนุษย์กำพร้าและผู้มี
อาหารและเครื่องนุ่งห่มหาได้ยาก มีศักดิ์น้อยมีอุตตรมารดาเป็นต้น พ้น
แล้วจากอบาย ๔ พึงทราบว่าเป็นผู้ถูกทุกข์เบียดเบียน. บทว่า ยา วา
ปนญฺาปิ กาจิ ทุคฺคติโย ทุคติอย่างใดอย่างหนึ่งแม้อื่น เป็นต้นว่า
พระยายม พระยานาค ครุฑ เปรต และผู้มีฤทธิ์. บทว่า อตฺตภาวาภิ-
นิพฺพตฺติยา เพื่อความเกิดแห่งอัตภาพ คือเพื่อได้อัตภาพด้วยปฏิสนธิใน
ฐานะ ๓. บทว่า ชานาติ คือ ย่อมทรงรู้ด้วยสัพพัญญุตญาณ. บทว่า
ปสฺสติ คือ ย่อมทรงเห็นด้วยสมันตจักษุ. บทว่า อกุสลา ได้แก่ ความ
เป็นผู้ไม่ฉลาด. บทว่า อกุสลํ ภชนฺติ ย่อมเสพธรรมเป็นอกุศล คือใน
ส่วนที่เป็นอกุศล. บทว่า อกุสลปกฺเข ภว คือ เป็นฝ่ายอกุศล. ชื่อว่า
อวิชฺชามูลกา เพราะธรรมทั้งหมดเหล่านั้นมีอวิชชาเป็นมูลเหตุ. ชื่อว่า
อวิชฺชาสโมสรณา เพราะมีอวิชชาเป็นที่รวมโดยชอบ. บทว่า อวิชฺชา-
สมุคฺฆาตาย คือ มีอวิชชาอันอรหัตมรรคถอนได้. บทว่า สพฺเพ เต