Tipitaka

พระไตรปิฎก

ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย เล่มที่ 67 หน้าที่ 165

เล่ม มมร. 67 หน้า 165 ข้อ 212 213 214
เทศนา อนุสนธิ ของเรา แต่ปากเรานี้ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า บุคคล ได้ฟังคำแต่ปากเรานี้แล้ว. [๒๑๒] สิกขา ในคำว่า สิกฺเข ในอุเทศว่า " สิกฺเข นิพฺพาน- มตฺตโน " ดังนี้ มี ๓ คือ อธิสีลสิกขา อธิจิตตสิกขา อธิปัญญาสิกขา ฯ ล ฯ นี้ ชื่อว่า อธิปัญญาสิกขา. คำว่า นิพฺพานมตฺตโน ความว่า พึงศึกษาแม้อธิศีล แม้อธิจิต แม้อธิปัญญา . . . สมาทานปฏิบัติ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า พึงศึกษา นิพพานเพื่อตน เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า ถ้าเช่นนั้น ท่านจงเป็นผู้มีปัญญา มีสติ ทำความ เพียรในทิฏฐินี้นี่แหละ บุคคลได้ฟังคำแต่ปากเรานี้แล้ว พึงศึกษานิพพานเพื่อตน. [๒๑๓] ข้าพระองค์ย่อมเห็นพระองค์ผู้เป็นเทพ ผู้ไม่มีเครื่อง กังวล เป็นพราหมณ์ เที่ยวอยู่ในมนุษยโลก ข้าแต่ พระองค์ผู้มีพระสมันตจักษุ ข้าพระองค์ขอนมัสการ พระองค์นั้น ข้าแต่พระสักกะ ขอพระองค์จงปลดเปลื้อง ข้าพระองค์ จากความสงสัยทั้งหลาย. [๒๑๔] เทพ ในคำว่า เทว ในอุเทศว่า " ปสฺสามหํ เทว- มนุสฺสโลเก " ดังนี้ มี ๓ คือ สมมติเทพ ๑ อุปบัติเทพ ๑ วิสุทธิ- เทพ ๑. สมมติเทพเป็นไฉน พระราชา พระราชกุมารและพระเทวี เรียก ว่า สมมติเทพ.
สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka