Tipitaka

พระไตรปิฎก

ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย เล่มที่ 67 หน้าที่ 197

เล่ม มมร. 67 หน้า 197 ข้อ 262 263 264 265
[๒๖๒] ถ้าผู้นั้นไม่มีความหวั่นไหว พึงดำรงอยู่ในสมาบัตินั้น ข้าแต่พระองค์ผู้มีพระสมันตจักษุ ผู้นั้นเป็นผู้พ้นแล้ว มี ความเย็น พึงมีในสมาบัตินั้นนั่นแหละแม้มากปี วิญญาณ ของบุคคลเช่นนั้นพึงมีหรือ. [๒๖๓] คำว่า ติฏฺเ เจ โส ในอุเทศว่า " ติฏฺเ เจ โส ตตฺถ อนานุยายี " ดังนี้ ความว่า ถ้าผู้นั้นพึงดำรงอยู่หกหมื่นกัป. คำว่า ตตฺถ คือ ในอากิญจัญญายตนสมาบัติ. คำว่า อนานุยายี ความว่า ไม่หวั่นไหว... ไม่เศร้าหมอง เพราะ- ฉะนั้น จึงชื่อว่า ถ้าผู้นั้นไม่มีความหวั่นไหว พึงดำรงอยู่ ในอากิญ- จัญญายตนสมาบัตินั้น. [๒๖๔] คำว่า ปูคมฺปิ วสฺสานํ ในอุเทศว่า " ปูคมฺปิ วสฺสานํ สมนฺตจกฺขุ " ดังนี้ ความว่า แม้มากปี คือ แม้หลายปี หลายร้อยปี หลายพันปี หลายแสนปี หลายร้อยกัป หลายพันกัป หลายแสนกัป. พระสัพพัญญุตญาณ เรียกว่า สมันตจักษุ ในคำว่า ข้าแต่พระองค์ ผู้มีพระสมันตจักษุ ฯ ล ฯ เหตุนั้น พระตถาคต จึงชื่อว่า มีพระสมันตจักษุ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ข้าแต่พระองค์ผู้มีพระสมันตจักษุ... แม้มากปี. [๒๖๕] คำว่า ผู้นั้นเป็นผู้พ้นแล้ว มีความเย็น พึงมีในสมาบัติ นั้นนั่นแหละ วิญญาณของบุคคลเช่นนั้นพึงมีหรือ ความว่า ผู้นั้นถึง ความเป็นผู้เย็น ยั่งยืน เป็นผู้เที่ยง ไม่มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา ในสมาบัตินั้นนั่นแหละ พึงอยู่ในสมาบัตินั้นนั่นแหละเที่ยงแท้. อีกอย่างหนึ่ง พราหมณ์นั้นย่อมถามถึงความเที่ยงแท้และความขาด สูญของบุคคลผู้บังเกิดในอากิญจัญญายตนภพว่า วิญญาณของผู้นั้นพึง
สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka