[๒๖๒] ถ้าผู้นั้นไม่มีความหวั่นไหว พึงดำรงอยู่ในสมาบัตินั้น
ข้าแต่พระองค์ผู้มีพระสมันตจักษุ ผู้นั้นเป็นผู้พ้นแล้ว มี
ความเย็น พึงมีในสมาบัตินั้นนั่นแหละแม้มากปี วิญญาณ
ของบุคคลเช่นนั้นพึงมีหรือ.
[๒๖๓] คำว่า ติฏฺเ เจ โส ในอุเทศว่า " ติฏฺเ เจ โส ตตฺถ
อนานุยายี " ดังนี้ ความว่า ถ้าผู้นั้นพึงดำรงอยู่หกหมื่นกัป.
คำว่า ตตฺถ คือ ในอากิญจัญญายตนสมาบัติ.
คำว่า อนานุยายี ความว่า ไม่หวั่นไหว... ไม่เศร้าหมอง เพราะ-
ฉะนั้น จึงชื่อว่า ถ้าผู้นั้นไม่มีความหวั่นไหว พึงดำรงอยู่ ในอากิญ-
จัญญายตนสมาบัตินั้น.
[๒๖๔] คำว่า ปูคมฺปิ วสฺสานํ ในอุเทศว่า " ปูคมฺปิ วสฺสานํ
สมนฺตจกฺขุ " ดังนี้ ความว่า แม้มากปี คือ แม้หลายปี หลายร้อยปี
หลายพันปี หลายแสนปี หลายร้อยกัป หลายพันกัป หลายแสนกัป.
พระสัพพัญญุตญาณ เรียกว่า สมันตจักษุ ในคำว่า ข้าแต่พระองค์
ผู้มีพระสมันตจักษุ ฯ ล ฯ เหตุนั้น พระตถาคต จึงชื่อว่า มีพระสมันตจักษุ
เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ข้าแต่พระองค์ผู้มีพระสมันตจักษุ... แม้มากปี.
[๒๖๕] คำว่า ผู้นั้นเป็นผู้พ้นแล้ว มีความเย็น พึงมีในสมาบัติ
นั้นนั่นแหละ วิญญาณของบุคคลเช่นนั้นพึงมีหรือ ความว่า ผู้นั้นถึง
ความเป็นผู้เย็น ยั่งยืน เป็นผู้เที่ยง ไม่มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา
ในสมาบัตินั้นนั่นแหละ พึงอยู่ในสมาบัตินั้นนั่นแหละเที่ยงแท้.
อีกอย่างหนึ่ง พราหมณ์นั้นย่อมถามถึงความเที่ยงแท้และความขาด
สูญของบุคคลผู้บังเกิดในอากิญจัญญายตนภพว่า วิญญาณของผู้นั้นพึง