เคลื่อนไป พึงขาดสูญ พินาศไป ไม่พึงมี ปฏิสนธิวิญญาณไม่พึงเกิดใน
กามธาตุ ในรูปธาตุ หรือในอรูปธาตุดังนี้ หรือว่าย่อมถามถึงปรินิพพาน
และปฏิสนธิของบุคคลผู้เกิดแล้วในอากิญจัญญายตนภพว่า บุคคลนั้น ย่อม
ปรินิพพานด้วยอนุปาทิเสสนิพพานธาตุ ในอากิญจัญญายตนภพนั้นนั่น
แหละ หรือว่าวิญญาณของบุคคลนั้นพึงเคลื่อนไป ไม่พึงเกิดปฏิสนธิ-
วิญญาณในกามธาตุ รูปธาตุ หรืออรูปธาตุอีก.
คำว่า ตถาวิธสฺส ความว่า ของบุคคลชนิดอย่างนั้น คือ ของ
บุคคลเช่นนั้น ผู้ดำรงอยู่ดังนั้น ผู้มีประการดังนั้น ผู้มีส่วนดังนั้น
ผู้เกิดแล้วในอากิญจัญญายตนภพ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ผู้นั้นเป็นผู้พ้น
แล้ว มีความเย็น พึงมีในสมาบัตินั้นนั่นแหละ วิญญาณของบุคคลเช่น
นั้นพึงมีหรือ เพราะเหตุนั้น พราหมณ์นั้นจึงกล่าวว่า
ถ้าผู้นั้นไม่มีความหวั่นไหว พึงดำรงอยู่ในสมาบัตินั้น
ข้าแต่พระองค์ผู้มีพระสมันตจักษุ ผู้นั้นเป็นผู้พ้นแล้ว
มีความเย็น พึงมีในสมาบัตินั้นนั่นแหละแม้มากปี วิญ-
ญาณของบุคคลเช่นนั้นพึงมีหรือ.
[๒๖๖] (พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า ดูก่อนอุปสีวะ)
เปลวไฟดับไปแล้วเพราะกำลังลม ย่อมถึงความไม่มี
ไม่เข้าถึงความนับ ฉันใด มุนีพ้นแล้วจากนามกาย ย่อม
ถึงความไม่มี ไม่เข้าถึงความนับ ฉันนั้น.
[๒๖๗] เปลวไฟตรัสว่า อัจจิ ในอุเทศว่า " อจฺจิ ยถา วาตเวเคน
ขิตฺตํ " ดังนี้ ลมทิศตะวันออก ลมทิศตะวันตก ลมทิศเหนือ ลมทิศใต้