บทว่า กาลํ คือ กาลมรณะ. บทว่า คติ คือ การบังเกิด. บทว่า
ภวาภโว คือ ภพแต่ภพ. บทว่า จุติ จ คือ การเคลื่อนจากภพ. บทว่า
อุปปตฺติ จ คือ การอุบัติต่อจากการจุติ. บทว่า นิพฺพตฺติ จ ความ
บังเกิด คือ ความปรากฏ. บทว่า เภโท จ คือ ความทำลายขันธ์.
บทว่า ชาติ จ คือ ความเกิด. บทว่า ชรา จ คือ ความเสื่อมแห่งขันธ์
ทั้งหลาย. บทว่า มรณญฺจ ความตาย คือ การสละชีวิตินทรีย์. บทว่า
ปุริมาปิ โกฏิ น ปญฺายติ ที่สุดแม้เบื้องต้นก็ไม่ปรากฏ คือ ไม่มี.
ที่สุดแม้เบื้องปลายก็เหมือนอย่างนั้น. บทว่า เอตฺตกา ชาติโย คือ สิ้น
ชาติประมาณเท่านี้. บทว่า วฺฏฏํ วตฺติ วัฏฏะเป็นไปแล้ว คือ ความ
เป็นไปแห่งสงสารเป็นไปแล้ว. บทว่า ตโต ปรํ น วตฺตติ คือ พ้นจาก
นั้นแล้วไม่เป็นไป. บทว่า เหวํ นตฺถิ คือ ไม่มีอย่างนี้. หิ ศัพท์ เป็น
นิบาต.
บทว่า อนมตคฺโคยํ คือ สงสารนี้มีที่สุดอันรู้ไม่ได้. บทว่า อวิชฺชา
นีวรณานํ คือ สัตว์ทั้งหลายอันอวิชชากั้นไว้. บทว่า ตณฺหาสญฺ-
โชนานํ มีตัณหาเป็นเครื่องประกอบไว้ คือ มีตัณหา กล่าวคือกาม
ราคะผูกพันไว้. บทว่า สนฺธาวตํ คือ วนเวียนไปบ่อย ๆ ในกามธาตุ.
บทว่า สํสรตํ คือ ท่องเที่ยวไปในรูปธาตุและอรูปธาตุ. บทว่า ทุกฺขํ
ปจฺจนุภูตํ เสวยความทุกข์อันเป็นไปทางกายและทางจิต. บทว่า ติพฺพํ คือ
มาก. บทว่า พฺยสนํ คือ ไม่มีความเจริญ พินาศ. บทว่า กฏสีววฑฺฒิตํ
คือ มากไปด้วยป่าช้า. บทว่า อลเมว คือ สมควรแท้. บทว่า สพฺพ-
สงฺขาเรสุ คือ ในสังขารอันเป็นไปในภูมิ ๓. บทว่า นิพฺพินฺทิตุํ เพื่อความ
เบื่อหน่าย คือ เพื่อความกระสัน. บทว่า วิรชฺชิตุํ คือ เพื่อให้เกิดความ