Tipitaka

พระไตรปิฎก

ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย เล่มที่ 67 หน้าที่ 267

เล่ม มมร. 67 หน้า 267 ข้อ 387
บทว่า กาลํ คือ กาลมรณะ. บทว่า คติ คือ การบังเกิด. บทว่า ภวาภโว คือ ภพแต่ภพ. บทว่า จุติ จ คือ การเคลื่อนจากภพ. บทว่า อุปปตฺติ จ คือ การอุบัติต่อจากการจุติ. บทว่า นิพฺพตฺติ จ ความ บังเกิด คือ ความปรากฏ. บทว่า เภโท จ คือ ความทำลายขันธ์. บทว่า ชาติ จ คือ ความเกิด. บทว่า ชรา จ คือ ความเสื่อมแห่งขันธ์ ทั้งหลาย. บทว่า มรณญฺจ ความตาย คือ การสละชีวิตินทรีย์. บทว่า ปุริมาปิ โกฏิ น ปญฺายติ ที่สุดแม้เบื้องต้นก็ไม่ปรากฏ คือ ไม่มี. ที่สุดแม้เบื้องปลายก็เหมือนอย่างนั้น. บทว่า เอตฺตกา ชาติโย คือ สิ้น ชาติประมาณเท่านี้. บทว่า วฺฏฏํ วตฺติ วัฏฏะเป็นไปแล้ว คือ ความ เป็นไปแห่งสงสารเป็นไปแล้ว. บทว่า ตโต ปรํ น วตฺตติ คือ พ้นจาก นั้นแล้วไม่เป็นไป. บทว่า เหวํ นตฺถิ คือ ไม่มีอย่างนี้. หิ ศัพท์ เป็น นิบาต. บทว่า อนมตคฺโคยํ คือ สงสารนี้มีที่สุดอันรู้ไม่ได้. บทว่า อวิชฺชา นีวรณานํ คือ สัตว์ทั้งหลายอันอวิชชากั้นไว้. บทว่า ตณฺหาสญฺ- โชนานํ มีตัณหาเป็นเครื่องประกอบไว้ คือ มีตัณหา กล่าวคือกาม ราคะผูกพันไว้. บทว่า สนฺธาวตํ คือ วนเวียนไปบ่อย ๆ ในกามธาตุ. บทว่า สํสรตํ คือ ท่องเที่ยวไปในรูปธาตุและอรูปธาตุ. บทว่า ทุกฺขํ ปจฺจนุภูตํ เสวยความทุกข์อันเป็นไปทางกายและทางจิต. บทว่า ติพฺพํ คือ มาก. บทว่า พฺยสนํ คือ ไม่มีความเจริญ พินาศ. บทว่า กฏสีววฑฺฒิตํ คือ มากไปด้วยป่าช้า. บทว่า อลเมว คือ สมควรแท้. บทว่า สพฺพ- สงฺขาเรสุ คือ ในสังขารอันเป็นไปในภูมิ ๓. บทว่า นิพฺพินฺทิตุํ เพื่อความ เบื่อหน่าย คือ เพื่อความกระสัน. บทว่า วิรชฺชิตุํ คือ เพื่อให้เกิดความ
สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka