ให้แจ่มแจ้ง ทำให้ปรากฏซึ่งกรรมาภิสังขารอันให้เป็นไปในอากิญญจัญญา-
ยตนภพว่า เป็นเครื่องข้อง เป็นเครื่องผูก เป็นเครื่องกังวล เพราะฉะนั้น
จึงชื่อว่า รู้กรรมเป็นเหตุให้เกิดในอากิญจัญญายตนภพ.
[๔๘๕] คำว่า มีความเพลินเป็นเครื่องประกอบดังนี้ ความว่า
ความกำหนัดในอรูปตรัสว่า ความเพลินเป็นเครื่องประกอบ รู้กรรมนั้นว่า
เกาะ เกี่ยว พัวพัน ด้วยความกำหนัดในอรูป คือ รู้ ทราบ เทียบเคียง
พิจารณา ให้แจ่มแจ้ง ทำให้ปรากฏ ซึ่งความกำหนัดในอรูปว่า เป็น
เครื่องข้อง เป็นเครื่องผูกพัน เป็นเครื่องกังวล.
คำว่า อิติ เป็นบทสนธิ ฯ ล ฯ คำว่า อิติ นี้ เป็นไปตามลำดับ
บท เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า มีความเพลินเป็นเครื่องประกอบไว้ ดังนี้.
[๔๘๖] คำว่า ครั้นรู้จักกรรมนั้นอย่างนี้แล้ว ความว่า ครั้นรู้จัก
คือ ทราบ เทียบเคียง พิจารณา ให้แจ่มแจ้ง ทำให้ปรากฏ ซึ่งกรรมนั้น
อย่างนี้แล้ว เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ครั้นรู้จักกรรมนั้นอย่างนี้แล้ว.
[๔๘๗] คำว่า ในลำดับนั้น ก็พิจารณาเห็น (ธรรม) ในสมาบัติ
นั้น ความว่า เข้าอากิญจัญญายตนสมาบัติแล้วออกจากสมาบัตินั้น แล้วก็
พิจารณาเห็น คือ เห็น ตรวจดู เพ่งดู พิจารณา ซึ่งธรรมทั้งหลาย คือ
จิตและเจตสิก อันเกิดในสมาบัตินั้น โดยเป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์
เป็นโรค ฯ ล ฯ โดยไม่มีอุบายเครื่องสลัดออก เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า
ในลำดับนั้นก็พิจารณาเห็น (ธรรม) ในสมาบัตินั้น.
[๔๘๘] คำว่า นั่นเป็นญาณอันเที่ยงแท้ของบุคคลนั้น ความว่า
นั่นเป็นญาณอันแท้จริง ถ่องแท้ ไม่วิปริต ของบุคคลนั้น เพราะฉะนั้น
จึงชื่อว่า นั่นเป็นญาณอันเที่ยงแท้ของบุคคลนั้น.