[๔๘๙] คำว่า เป็นพราหมณ์ ในอุเทศว่า พฺราหฺมณสฺส วุสีมโต
ดังนี้ ความว่า ชื่อว่า เป็นพราหมณ์ เพราะลอยธรรม ๗ ประการแล้ว
ฯ ล ฯ บุคคลอันตัณหาและทิฏฐิไม่อาศัยแล้ว เป็นผู้คงที่ ท่านกล่าวว่า
เป็นพราหมณ์ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เป็นพราหมณ์.
คำว่า อยู่จบพรหมจรรย์ ความว่า เสขบุคคล ๗ พวกรวมทั้ง
กัลยาณปุถุชน ย่อมอยู่ อยู่ร่วม อยู่ทั่ว อยู่รอบ เพื่อถึงธรรมที่ยังไม่ถึง
เพื่อบรรลุธรรมที่ยังไม่บรรลุ เพื่อทำให้แจ้งซึ่งธรรมที่ยังไม่ทำให้แจ้ง
พระอรหันต์อยู่จบแล้ว ทำกรณียกิจเสร็จแล้ว ปลงภาระเสียแล้ว มี
ประโยชน์ตนอันถึงแล้วโดยลำดับ มีสังโยชน์ในภพสิ้นไปรอบแล้ว พ้น
กิเลสแล้ว เพราะรู้โดยชอบ พระอรหันต์นั้นมีธรรมเป็นเครื่องอยู่ อยู่จบ
แล้ว มีจรณะอันประพฤติแล้ว ฯ ล ฯ มิได้มีสงสาร คือ ชาติ ชราและ
มรณะ ไม่มีภพต่อไป เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เป็นพราหมณ์อยู่จบพรหม-
จรรย์ เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า
บุคคลนั้น รู้กรรมว่า เป็นเหตุให้เกิดในอากิญ-
จัญญายตนภพ มีความเพลินเป็นเครื่องประกอบ ดังนี้
ครั้นรู้จักกรรมนั้นอย่างนี้แล้ว ในลำดับนั้น ก็พิจารณาเห็น
(ธรรม) ในสมาบัตินั้น นั่นเป็นญาณอันเที่ยงแท้ของ
บุคคลนั้น ซึ่งเป็นพราหมณ์อยู่จบพรหมจรรย์.
พร้อมด้วยเวลาจบพระคาถา ฯ ล ฯ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระผู้-
มีพระภาคเจ้าเป็นศาสดาของข้าพระองค์ ข้าพระองค์เป็นสาวก ฉะนี้แล.
จบโปสาลมาณวกปัญหานิทเทสที่ ๑๔