Tipitaka

พระไตรปิฎก

ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย เล่มที่ 67 หน้าที่ 363

เล่ม มมร. 67 หน้า 363 ข้อ 489
อนึ่ง เพราะในบทนี้ รูปสัญญาและปฏิฆสัญญาก่อนย่อมไม่มี แม้ใน ภพอันเกิดด้วยฌานนี้ จะกล่าวไปไยถึงในกาลที่เข้าฌานนี้ในภพนั้น ฉะนั้น ท่านจึงกล่าวถึงความไม่มีแห่งนานัตตสัญญาเหล่านั้นแม้โดยส่วนสอง คือ การก้าวล่วง ๑ การดับ ๑. ก็ในนานัตตสัญญาทั้งหลาย เพราะสัญญา ๒๗ เหล่านี้ คือสัญญาในกามาวจรกุศล ๘ สัญญาในกิริยา ๙ สัญญาใน กุศล ๑๐ ย่อมมีในภพที่แล้วด้วยฌานนี้ ฉะนั้น พึงทราบว่าท่านกล่าวไว้ว่า ไม่ใส่ใจถึงนานัตตสัญญาเหล่านั้น. จริงอยู่ พระโยคาวจรเข้าฌานนี้อยู่ ชื่อว่าเข้าเพราะไม่มนสิการนานัตตสัญญาเหล่านั้น แต่เมื่อมนสิการนานัตต- สัญญาเหล่านั้น ย่อมเป็นผู้ไม่เข้าสมาบัติ เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าว การก้าวล่วงรูปสัญญาไว้ในที่นี้โดยย่อ ท่านกล่าวถึงการละรูปาวจรธรรม ทั้งปวงด้วยบทนี้ด้วยประการฉะนี้. ด้วยบทนี้ว่า ดับปฏิฆสัญญา และไม่ มนสิการนานัตตสัญญา พึงทราบว่า ท่านกล่าวถึงการละและการไม่มนสิการ จิตเจตสิกอันเป็นกามาวจรทั้งหมด. พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสถึงคุณของอากาสานัญจายตนสมาบัติด้วย ๓ บท คือด้วยการก้าวล่วงรูปสัญญา ๑๕ ด้วยการดับปฏิฆสัญญา ๑๐ ด้วย ไม่มนสิการมานัตตสัญญา ๔๔. หากถามว่า เพราะเหตุไร. ตอบว่า เพื่อให้ผู้ฟังเกิดความอุตสาหะและเพื่อเร้าใจ. เพราะหากว่า ชนบางพวก ไม่เป็นผู้ฉลาดพึงกล่าวว่า พระศาสดาย่อมตรัสว่า ท่านทั้งหลาย จงยัง อากาสานัญจายตนสมาบัติให้เกิดเถิด ตรัสถึงคุณของสมาบัติไว้ด้วยอาการ เหล่านี้ว่า ชนทั้งหลายเหล่านั้น จงอย่าได้กล่าวอย่างนี้ว่า อะไรหนอเป็น ประโยชน์เป็นอานิสงส์ของการเกิดนั้น. เพราะว่า ครั้นฟังชนเหล่านั้น แล้วจักคิดอย่างนี้ว่า นัยว่าสมาบัตินี้สงบอย่างนี้ ประณีตอย่างนี้ เราจัก
สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka