ฌานให้เกิดในอากิญจัญญายตนะนั้น แล้วเข้าถึงอากิญจัญญายตนภพ ชื่อ
ว่า อากิญฺจญฺายตนูปคา. บทว่า อยํ สตฺตมี วิญฺญาณฏฺิติ นี้เป็น
วิญญาณฐิติที่ ๗ คือย่อมรู้ฐานะของปฏิสนธิวิญญาณที่ ๗ นี้. เพราะ
เนวสัญญานาสัญญายตนะ จะว่ามีวิญญาณก็ไม่ใช่ ไม่มีวิญณาณก็ไม่ใช่
เพราะวิญญาณละเอียดเหมือนสัญญา ฉะนั้น ท่านจึงไม่กล่าวไว้ในวิญญาณ-
ฐิติ.
บทว่า อภูตํ ไม่จริง มีคำเป็นอาทิว่า รูปํ อตฺตา รูปเป็นตน
ดังนี้. คำนั้นไม่แท้เพราะวิปลาส. ชื่อว่าไม่ประกอบด้วยประโยชน์ เพราะ
เป็นทิฏฐินิสัย. อีกอย่างหนึ่ง บทว่า อภูตํ คือ ไม่มี ไม่เป็น คำ
ของผู้ไม่ใช่โจรมีอาทิว่า ทรัพย์นี้นางโจรภรรยาของเจ้าลักมา ทรัพย์นี้
ไม่มีในเรือนของเจ้า. บทว่า อตจฺฉํ ไม่แท้ คือมีอาการไม่แท้ มี
อาการเป็นอย่างอื่น มีอยู่ด้วยประการอื่น. บทว่า อนตฺถสญฺหิตํ ไม่
ประกอบด้วยประโยชน์ คือไม่อาศัยประโยชน์ในโลกนี้ หรือประโยชน์
ในโลกอื่น. บทว่า น ตํ ตถาคโต พฺยากโรติ พระตถาคตไม่ทรง
พยากรณ์เรื่องนี้ คือพระตถาคตไม่ตรัสกถาอันไม่นำสัตว์ออกไปนั้น. บท
ว่า ภูตํ ตจฺฉํ อนตฺถสญฺหิตํ คำจริงแท้ไม่มีประโยชน์ เป็นดิรัจฉาน-
กถามีราชกถาเป็นต้น. บทว่า ภูตํ ตจฺฉํ อตฺถสญฺหิตํ คำจริงแท้มี
ประโยชน์ เป็นคำอิงอริยสัจ. บทว่า ตตฺร กาลญฺญู โหติ พระตถาคต
ทรงรู้จักกาลในเรื่องนั้น คือในการพยากรณ์ครั้งที่ ๓ นั้น พระตถาคต
เป็นผู้รู้จักกาลเพื่อพยากรณ์ปัญหานั้น. อธิบายว่า พระตถาคตทรงรู้กาล
ในการถือเอา กาลในการรับของมหาชนแล้ว ทรงกระทำให้สมกับ
เหตุการณ์ จึงทรงพยากรณ์อันสมควรนั่นเอง. ชื่อว่า กาลวาที เพราะ