Tipitaka

พระไตรปิฎก

ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย เล่มที่ 67 หน้าที่ 368

เล่ม มมร. 67 หน้า 368 ข้อ 489
กล่าวในกาลอันควร. ชื่อว่า ภูตวาที เพราะกล่าวสภาพที่เป็นจริง. ชื่อว่า อตฺถวาที เพราะกล่าวถึงนิพพานอันเป็นปรมัตถ์. ชื่อว่า ธมฺมวาที เพราะกล่าวถึงมรรคธรรมและผลธรรม. ชื่อว่า วินยวาที เพราะกล่าว ถึงวินัยมีการสำรวมเป็นต้น. ในบทเหล่านั้น บทว่า ทิฏฺํ เห็นแล้ว คือย่อมรู้ย่อมเห็นอายตนะ นั้นโดยอาการทั้งปวง ชื่อว่า รูปารมณ์อันมาสู่คลองในจักขุทวารของสัตว์ นับไม่ถ้วนในโลกธาตุอันหาประมาณมิได้มีอยู่. รูปายตนะนั้นอันผู้รู้ผู้เห็น อย่างนั้นจำแนกด้วยนัย ๕๒ ด้วยวาระ ๑๓ ด้วยชื่อมิใช่น้อย โดยนัยมี อาทิว่า รูปที่เรียกว่ารูปายตนะนั้นเป็นไฉน. รูปใดเป็นสีอาศัยมหาภูตรูป ๔ เป็นธรรมชาติที่เห็นได้และกระทบได้ ได้แก่สีเขียวคราม สีเหลือง... ดังนี้ เป็นธรรมชาติมีอยู่จริง ไม่จริงไม่มี ด้วยอำนาจอิฐารมณ์และอนิฐารมณ์ หรือด้วยอำนาจการได้ในรูปที่ได้เห็น ในเสียงที่ได้ฟัง ในกลิ่น รส โผฏ- ฐัพพะ ที่ได้ทราบและในธรรมารมณ์ที่รู้แจ้ง. แม้ในเสียงเป็นต้นอันมาสู่ คลองในโสตทวารเป็นต้นก็มีนัยนี้แล. พระผู้มีพระภาคเจ้าเพื่อทรงแสดงอายตนะนั้นหลาย ๆ อย่าง จึง ตรัสพระดำรัสมีอาทิว่า ทิฏฺํ สุตํ เห็นแล้ว ฟังแล้ว. ในบทเหล่านั้น บทว่า ทิฏฺํ คือ รูปายตนะ. บทว่า สุตํ คือ สัททายตนะ. บทว่า มุตํ รู้แล้ว คือ คันธายตนะ รสายตนะ โผฏฐัพพายตนะ เพราะถึงแล้ว จึงควรรับ. บทว่า วิญฺาตํ ได้แก่ ธรรมารมณ์ มีสุขและทุกข์เป็นต้น. บทว่า ปตฺตํ คือ แสวงหาก็ตาม ไม่แสวงหาก็ตาม ได้ถึงแล้ว. บทว่า ปริเยสิตํ ถึงแล้วก็ตาม ไม่ถึงแล้วก็ตาม แสวงหาแล้ว. บทว่า อนุ- ๑. อภิ. สํ. ๓๔/ข้อ ๕๒๑.
สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka