Tipitaka

พระไตรปิฎก

ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย เล่มที่ 67 หน้าที่ 370

เล่ม มมร. 67 หน้า 370 ข้อ 489
บัณฑิตจึงกล่าวว่า เราเป็นตถาคต เพราะไปเหมือนอย่างที่ชาวโลกเขาไป กัน. แต่ในบาลีกล่าวว่า อภิสมฺพุทฺธํ บทนั้นมีความเดียวกันกับ คต ศัพท์. พึงทราบความแห่งบทนี้ว่า ตถาคโต ในวาระทั้งหมดโดยนัยนี้. พึงทราบความในบทนี้ว่า ดูก่อนจุนทะ ณ ราตรีใด ตถาคตบรรลุ สัมมาสัมโพธิญาณอันยอดเยี่ยม และราตรีใด ตถาคตปรินิพพานด้วย อนุปาทิเสสนิพพานธาตุ ในระหว่างนั้น ตถาคตกล่าว บอก ชี้แจงคำใด คำทั้งหมดนั้นเป็นจริงทั้งนั้น ไม่เป็นโดยประการอื่น เพราะฉะนั้น บัณฑิตจึงเรียกเราว่า ตถาคต ดังต่อไปนี้ ณ ราตรีใด พระผู้มีพระภาคเจ้า ประทับนั่งเหนืออปราชิตบัลลังก์ (บัลลังก์อันใคร ๆ ให้แพ้ไม่ได้) ณ โพธิมณฑล ทรงย่ำยีมารทั้ง ๓ เสียได้ แล้วตรัสรู้พระอนุตตรสัมมา- สัมโพธิญาณ ณ ราตรีใด เสด็จปรินิพพานด้วยอนุปาทิเสสนิพพานธาตุ ในระหว่างต้นสาละทั้งคู่ ในระหว่างนี้ ในกาลมีกำหนด ๔๕ พรรษา ในปฐมโพธิกาลบ้าง มัชฌิมโพธิกาลบ้าง ปัจฉิมโพธิกาลบ้าง พระผู้มี- พระภาคเจ้าตรัสคำสอน คือ สุตตะ เคยยะ ฯ ล ฯ เวทัลละ ทั้งหมดนั้น ทั้งโดยอรรถ ทั้งโดยพยัญชนะ ไม่มีข้อตำหนิ ไม่บกพร่อง ไม่เกิน บริบูรณ์ด้วยอาการทุกอย่าง กำจัดความมัวเมาด้วยอำนาจ ราคะ โทสะ และโมหะ ในภาษิตนั้นไม่มีข้อผิดพลาดแม้เท่าปลายขนทราย ทั้งหมดนั้น เป็นจริงแน่นอน ไม่จริงไม่มี ดุจประทับด้วยตราตราเดียว ดุจตวงด้วย ทะนานเดียว และดุจชั่งด้วยตราชั่งเดียว ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระ- ภาคเจ้าจึงตรัสว่า ดูก่อนจุนทะ ณ ราตรีใด ตถาคต ฯ ล ฯ ทั้งหมด นั้นเป็นจริงแท้แน่นอนไม่เป็นอย่างอื่น เพราะฉะนั้น บัณฑิตจึงเรียก เราว่า ตถาคต ดังนี้. คต ศัพท์ในบทว่า ตถาคโต นี้ มีความว่า
สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka