ห้าบทมีอาทิว่า รูปาธิมุตฺโต น้อมใจไปในรูปดังนี้ ท่านกล่าวด้วย
ความหนักในกามคุณ. สามบทมีอาทิว่า กุลาธิมุตฺโต น้อมใจไปใน
ตระกูล ท่านกล่าวด้วยความหนักในตระกูล มีกษัตริย์เป็นต้น. บทมี
อาทิว่า ลาภาธิมุตฺโต น้อมใจไปในลาภ ท่านกล่าวด้วยอำนาจแห่ง
โลกธรรม. สี่บทมีอาทิว่า จีวราธิมุตฺโต น้อมใจไปในจีวร ท่านกล่าว
ด้วยอำนาจแห่งปัจจัย. บทมีอาทิว่า สุตฺตนฺตาทิมุตฺโต น้อมใจไปใน
พระสูตร ท่านกล่าวด้วยอำนาจแห่งพระไตรปิฎก. บทว่า อารญฺิกง-
คาธิมุตฺโต น้อมใจไปในองค์ของภิกษุผู้ถือการอยู่ป่าเป็นวัตร ท่านกล่าว
ด้วยอำนาจแห่งธุดงค์. บทมีอาทิว่า ปมชฺฌานาธิมุตฺโต น้อมใจไปใน
ปฐมฌาน ท่านกล่าวด้วยอำนาจแห่งการได้เฉพาะ. บทว่า กมฺมปรายนํ
มีกรรมเป็นที่ไปในเบื้องหน้า ท่านกล่าวด้วยอำนาจแห่งอภิสังขาร. บทว่า
วิปากปรายนํ มีวิบากเป็นที่ไปในเบื้องหน้า ท่านกล่าวด้วยอำนาจแห่ง
ความเป็นไป. บทว่า กมฺมครุกํ หนักอยู่ในกรรม คือหนักอยู่ในเจตนา.
บทว่า ปฏิสนฺธิครุกํ หนักอยู่ในปฏิสนธิ คือหนักอยู่ในการเกิด.
บทว่า อากิญฺจญฺาสมฺภวํ เป็นเหตุให้เกิดในอากิญจัญญายตนภพ
คือรู้กรรมาภิสังขารว่าเป็นเหตุให้เกิดในอากิญจัญญายตนภพ. รู้อย่างไร.
รู้ว่านี้เป็นปลิโพธ (ความห่วงใย). บทว่า นนฺทิสญฺโชนํ อิติ มี
ความเพลิดเพลินเป็นเครื่องประกอบ คือรู้ว่า ความเพลิดเพลินกล่าวคือ
ราคะในอรูป ๔ เป็นเครื่องประกอบ. บทว่า ตโต ตตฺถ วิปสฺสติ แต่นั้น
ก็พิจารณาเห็น (ธรรม) ในสมาบัตินั้น คือออกจากอากิญจัญญายตน-
สมาบัติแล้ว เห็นแจ้งสมาบัตินั้นโดยความเป็นของไม่เที่ยงเป็นต้น. บทว่า
เอตํ าณํ ตถํ ตสฺส นั่นเป็นญาณอันเที่ยงแท้ของบุคคลนั้น คือนั่น