ความเดียวกันมีสังขารเป็นต้น ๒-๓ ครั้งโดยเอื้อเฟื้อ. เมื่อเห็นอย่างนี้ย่อม
ไม่มีภัยในปากแห่งมรณะ. บทว่า คามณิ เป็นคำร้องเรียก. บทว่า
ติณกฏฺสมํ โลกํ เห็นโลกเสมอด้วยหญ้าและไม้ คือเมื่อใดเห็นโลกอัน
ได้แก่ขันธ์มีใจครองนี้เสมอด้วยหญ้าและไม้ ความเห็นว่า เมื่อบุคคลถือ
ซึ่งหญ้าและไม้ในป่าได้ ก็ย่อมถือซึ่งตนหรือสิ่งที่เนื่องด้วยตนได้ ย่อมไม่มี
หรือเมื่อหญ้าและไม้เหล่านั้นหายไปเองบ้าง พินาศไปเองบ้าง ความเห็น
ว่าคนย่อมหายไป สิ่งที่เนื่องด้วยตนพินาศไปก็มีไม่ได้ ฉันใด เมื่อบุคคล
ไม่เห็นว่า แม้เมื่อกายนี้หายไปพินาศไป ตนหรือสิ่งที่เนื่องด้วยตนย่อม
แตกดับไป เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า เห็นโลกเสมอด้วย
หญ้าและไม้ด้วยปัญญา ฉันนั้น. บทว่า น อญฺํ ปฏฺยเต กิญฺจิ อญฺตฺร
อปฺปฏิสนฺธิยา คือ บุคคลไม่ปรารถนาภพหรืออัตภาพอะไร ๆ อื่น นอก
จากนิพพานอันไม่มีปฏิสนธิ.
บทว่า รูปํ สมนฺเนสติ บุคคลย่อมตามค้นหารูป คือแสวงหาสาระ
แห่งรูป ด้วยอำนาจแห่งทิฏฐิว่า เรา. ด้วยอำนาจแห่งตัณหาว่า ของเรา.
ด้วยอำนาจแห่งมานะว่า เป็นเรา. บทว่า ตมฺปิ ตสฺส น โหติ คือ
ความถือแม้ ๓ อย่างนั้นย่อมไม่มีแก่บุคคลนั้น.
บทว่า อิธ เป็นนิบาตลงในความอ้างถึงที่อยู่. อิธ นิบาตนี้บางแห่ง
ท่านกล่าวหมายถึง โลก เหมือนอย่างที่ท่านกล่าวไว้ว่า พระตถาคตทรง
อุบัติใน โลก นี้. บางแห่งหมายเอา ศาสนา เหมือนอย่างที่พระผู้มี-
พระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สมณะที่หนึ่งมีอยู่ในศาสนานี้
และสมณะที่สองก็มีอยู่ในศาสนานี้. บางแห่งหมายเอา โอกาส (คือภพ)
เหมือนอย่างที่ท่านกล่าวไว้ว่า