อาพาธเกิดแต่ความเพียรเกินไป เพราะอาพาธเกิดแก่ผลกรรม เพราะร้อน
เพราะหนาว เพราะหิว เพราะระหาย เพราะอุจจาระ เพราะปัสสาวะ
เพราะเหลือบ ยุง ลม แดด และสัมผัสแห่งสัตว์เสือกคลาน ทุกข์เพราะ
มารดาตาย ทุกข์เพราะบิดาตาย ทุกข์เพราะพี่น้องชายตาย ทุกข์เพราะพี่
น้องหญิงตาย ทุกข์เพราะบุตรตาย ทุกข์เพราะธิดาตาย ทุกข์เพราะ
ญาติฉิบหาย ทุกข์เพราะโภคทรัพย์ฉิบหาย ทุกข์เพราะความฉิบหายเพราะ
โรค ทุกข์เพราะความฉิบหายแห่งศีล ทุกข์เพราะความฉิบหายแห่งทิฏฐิ
เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า นอนในเปือกตมดิ้นรนอยู่.
[๖๔๑] คำว่า แล่นไปแล้วสู่ที่พึ่งแต่ที่พึ่ง ความว่า แล่นไปแล้ว
คือเลื่อนไปแล้ว สู่ศาสดาแต่ศาสดา สู่บุคคลผู้บอกธรรมแต่บุคคลผู้บอก
ธรรม สู่หมู่แต่หมู่ สู่ทิฏฐิแต่ทิฏฐิ สู่ปฏิปทาแต่ปฏิปทา สู่มรรคแต่มรรค
เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า แล่นไปแล้วสู่ที่พึ่งแต่ที่พึ่ง.
[๖๔๒] คำว่า อถ ในอุเทศว่า อถทฺทสาสึ สมฺพุทฺธํ ดังนี้
เป็นบทสนธิ. คำว่า อถ นี้ เป็นไปตามลำดับบท. คำว่า อทฺทสาสึ
ความว่า ได้ประสบ พบ เห็น แทงตลอดแล้ว. คำว่า ซึ่งพระสัมพุทธเจ้า
ความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้านั้นใด ฯ ล ฯ คำว่า พุทฺโธ เป็นสัจฉิกา-
บัญญัติ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ในภายหลัง ได้เห็นพระสัมพุทธเจ้า.
[๖๔๓] คำว่า ผู้ข้ามโอฆะแล้ว ความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้า
ทรงข้าม ข้ามขึ้น ข้ามพ้น ก้าวล่วง ล่วงเลย เป็นไปล่วง ซึ่งกามโอฆะ
ภวโอฆะ ทิฏฐิโอฆะ อวิชชาโอฆะ พระผู้มีพระภาคเจ้านั้นมีธรรมเป็น
เครื่องอยู่ทรงอยู่จบแล้ว มีจรณะทรงประพฤติแล้ว ฯ ล ฯ มีสงสาร คือ