แห่งฌาน. เมื่อจิตถูกนิวรณ์ครอบงำ ฌานย่อมเสื่อม, แต่วิตกเป็นต้น
ยังเป็นไปได้ไม่เป็นปฏิปักษ์ทั้งก่อนหลังตั้งแต่ทุติยฌานเป็นต้น. เพราะ
ฉะนั้น การข่มนิวรณ์จึงปรากฏ. การละธรรมที่ควรละนั้น ๆ โดยเป็น
ปฏิปักษ์กันด้วยองค์ฌานอันเป็นส่วนของวิปัสสนานั้น ๆ ดุจตามประทีป
ไว้ในตอนกลางคืนละความมืดเสียได้ นี้ชื่อว่า ตทังคปหานะ.
บทว่า ตทงฺคปฺปหานญฺจ ทิฏฺิคตานํ นิพฺเพธภาคิยํ สมาธึ
ภาวยโต - การละทิฏฐิด้วยองค์นั้น ๆ ย่อมมีแก่ผู้เจริญสมาธิอันเป็นไป
ในส่วนแห่งการชำแรกกิเลส พึงทราบว่า ท่านกล่าวถึงการละทิฏฐิโดย
เป็นของหยาบ. เพราะทิฏฐิเป็นของหยาบ, นิจสัญญาเป็นต้นละเอียด.
ในบทเหล่านั้น บทว่า ทิฏฺิคตานํ คือ ทิฏฐินั่นแล ชื่อว่า
ทิฏฐิคตะ ดุจบทมีอาทิว่า คูถคตํ มุตฺตคตํ๑ - คูถมูตร. ทิฏฐิคตะ
นี้เที่ยวไปด้วยทิฏฐิ เพราะความเป็นของที่ควรไปบ้าง ชื่อว่า ทิฏิ-
คตะ. ไปในทิฏฐิ เพราะหยั่งลงภายในทิฏฐิ ๖๒ บ้าง ชื่อว่า ทิฏิ-
คตะ. ทิฏฐิคตะเหล่านั้น ท่านกล่าวเป็นพหุวจนะ.
บทว่า นิพฺเพธภาคิยํ สมาธึ - สมาธิอันเป็นไปในส่วนแห่ง
การชำแรกกิเลส ได้แก่ สมาธิสัมปยุตด้วยวิปัสสนา. การละโดยอาการ
ที่เป็นไปไม่ได้อีกต่อไปแห่งธรรมอันเป็นสังโยชน์ ด้วยอริยมรรคญาณ
ดุจต้นไม้ที่ถูกสายฟ้าฟาด นี้ชื่อว่า สมุจเฉทปหานะ.
๑. องฺ. นวก. ๒๓/๒๑๕.