Tipitaka

พระไตรปิฎก

ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย เล่มที่ 68 หน้าที่ 754

เล่ม มมร. 68 หน้า 754 ข้อ 146 147
[๑๔๖]ในขณะแห่งอรหัตมรรค ญาณชื่อว่าสัมมาทิฏฐิ เพราะ อรรถว่าเห็น ฯลฯ ชื่อว่าสัมมาสมาธิ เพราะอรรถว่าไม่ไม่ซ่าน ย่อม ออกจากรูปราคะ อรูปราคะ มานะ อุทธัจจะ อวิชชา มานานุสัย ภวราคานุสัย อวิชชานุสัย ย่อมออกจากเหล่ากิเลสที่เป็นไปตามมิจฉา- สมาธินั้น จากขันธ์ทั้งหลายและจากสรรพนิมิตภายนอก เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ปัญญาในการออกไปและหลีกไปจากกิเลส ขันธ์และ สังขารนิมิตภายนอกทั้งสอง เป็นมรรคญาณ. [๑๔๗] อริยมรรคสมังคีบุคคล ย่อมเผาสังกิเลส ที่ยังไม่เกิด ด้วยโลกุตรฌานที่เกิดแล้ว เพราะ เหตุนั้น ท่านจึงกล่าวโลกุตรฌานว่าเป็นฌาน บุคคลนั้นย่อมไม่หวั่นไหว เพราะทิฏฐิต่าง ๆ เพราะความเป็นผู้ฉลาดในฌานและวิโมกข์ ถ้า พระโยคาวจรตั้งใจมั่นดีแล้ว ย่อมเห็นแจ้ง ฉันใด ถ้าเมื่อเห็นแจ้งก็พึงตั้งใจไว้ให้มั่นคงดี ฉันนั้น สมถะแลวิปัสสนาได้มีแล้วในขณะ นั้น ย่อมเป็นคู่ที่มีส่วนเสมอกันเป็นไปอยู่ ความเห็นว่าสังขารทั้งหลายเป็นทุกข์ นิโรธ เป็นสุข ชื่อว่าปัญญาที่ออกจากธรรมทั้งสอง ย่อมถูกต้องอมตบท พระโยคาวจรผู้ฉลาดใน
สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka